ประวัติศาสตร์นั้นมีหลายแนวหลายสำนัก การสอนประวัติศาสตร์ก็ต่างกันไป ประวัติศาสตร์ไทยที่สอนกันในโรงเรียน
และนำมาขยายใช้ในสาธารณะและหน่วยราชการนั้นก็ต่างจากประวัติศาสตร์ที่สอนในมหาวิทยาลัยสุดขั้ว ในระดับทั่วไปนั้นต้องยอมรับกันว่าเรายังปลูกฝังความเป็นชาตินิยมผ่านทางการสอนประวัติศาสตร์ของเราอยู่ ซึ่งต่างจากในมหาวิทยาลัยที่มุ่งค้นหาความจริงโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ก็เพราะในเมื่อสังคมไทยเป็นอย่างนี้ เราจึงยังต้องอยู่กับประวัติศาสตร์ชาตินิยมไปอีกนาน แต่เราก็ควรอยู่แบบสร้างสรรค์ ซึ่งบางทีตัวอย่างจากญี่ปุ่นอาจพอมองเห็นอะไรได้
บางคนอาจจะคิดว่าญี่ปุ่นอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการเป็นโมเดลทางการสอนประวัติศาสตร์ชาตินิยม เพราะถึงขั้นพยายามบิดเบือนตำราเรียนประถม ไม่พูดถึงการก่อสงครามของญี่ปุ่นเพื่อรุกรานประเทศเพื่อนบ้านจนทำให้มีคนตายมหาศาล พฤติกรรมของทหารญี่ปุ่นที่เลวร้ายสุดขั้วก็ไม่พูดถึงในสายตาจีนและเกาหลี เรื่องนี้ญี่ปุ่นทำไม่ถูกมากๆ และสงผลให้คนสองเชื้อชาตินี้ลึกๆ แล้วคิดลบกับคนญี่ปุ่น แต่เมื่อญี่ปุ่นมุ่งมั่นจะปลูกฝังประวัติศาสตร์ชาตินิยม เขาก็ต้องเดินในแนวนี้ต่อไป เป้าหมายไม่ใช่ทำให้คนจีนคนเกาหลีเชื่อในตำรานี้ แต่เพื่อให้คนญี่ปุ่นที่เชื่อในตำรานี้เป็นคนดีให้จงได้ ความยากมันอยู่ตรงนี้
ศาลเจ้า Yasukuni เป็นศาลเจ้าที่โด่งดังและอื้อฉาวที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่กลางกรุงโตเกียว ในศาลเจ้าถือกันว่าเป็นที่สถิตย์ของดวงวิญญาณทหารและพลเรือนญี่ปุ่นหลายล้านดวงที่ล้มตายเพื่อสร้างชาติญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยปลายเอโดะจนถึงโชวะ สิ่งที่จีนและเกาหลีไม่พอใจมากคือศาลเจ้าแห่งนี้อ้างว่าวิญญาณทหารอย่างนายพล Hideaki Tojo และอีกหลายคนที่ก่อสงครามโลกจนตนเองได้ชื่อว่าเป็นอาชญากรสงครามนั้นก็สถิตย์อยู่ในศาลด้วย และในแต่ละปียังมีผู้นำของญี่ปุ่นไปคารวะดวงวิญญาณซึ่งจะรวมของอาชญากรสงครามเหล่านี้เข้าไปด้วยอยู่เสมอ ในสายตาคนจีน คนเกาหลี นี่คือการบ่งชี้ว่าญี่ปุ่นไม่สำนึกเสียใจในอดีตและอาจนำลัทธิทหารนิยม (Militarism) กลับมาก่อสงครามสร้างความเจ็บปวดแก่พวกเขาอีกก็เป็นได้
ผมมีโอกาสไปศาลเจ้ายาสุกุนิในวันสุดท้ายของเทศกาล Mitama ที่จัดขึ้นเพื่อบูชาดวงวิญญาณเหล่านั้นพอดี เห็นการแสดงในวันนั้น ทั้งยังได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Yushukan ซึ่งเก็บความทรงจำของทหารญี่ปุ่นในรอบเกือบสองร้อยปีมานี้ได้อย่างละเอียด ตระหนักได้เลยว่าที่นี่ส่งเสริมความรักชาติญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้รักแบบที่ว่าตนเองดีแต่ฝ่ายเดียว เกลียดชังหรือหยามหมิ่นอดีตศัตรู สิ่งนี้อาจเป็นการบอกประวัติศาสตร์ครึ่งเดียว ครึ่งที่ภูมิใจในความเป็นตัวเอง ปกปิดเรื่องเลวร้ายเช่นเหตุการณ์นานกิงไว้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าตนเองทำแต่สิ่งที่ถูก ศัตรูทำผิด แต่เล่าเรื่องอย่างใช้เหตุผล มีความเป็นวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคือ ความกล้าหาญใดๆ ที่เชิดชู มิได้หมายจะเพื่อก่อศึกอีก แต่เพื่อเตือนใจถึงสันติภาพอันถาวรต่างหาก
ด้วยเหตุนี้ในศาลเจ้า เราจึงเห็นการเชิดชูวีรกรรมของนักบินกามิกาเซ่ หรือ Tokko ในหลายจุด แต่ก็มีจดหมายลายพิมพ์ของพวกเขาที่เขียนถึงบ้านอย่างอาลัย สิ่งเหล่านี้เตือนใจคนญี่ปุ่นว่าสงครามนำมาซึงสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ด้วยประวัติศาสตร์ที่ศาลเจ้านี้มิได้ปลูกฝังเรื่องชัยชนะ แต่เป็นการบอกแง่มุมของสถานการณ์ต่างๆ ที่มักจบลงด้วยสงครามและสันติภาพอย่างละเอียด เปิดช่องให้ค้นคว้าต่อไป ไม่มีเรื่องของอภินิหาร
นอกเหนือจากนิทรรศการถาวรในพิพิธภัณฑ์ยูชูกัง มีการสอดแทรกความเป็นชาตินิยมรักทหารตั้งแต่ประตูทางเข้า รูปปั้นของ Masujiro Omura บิดาการทหารสมัยใหม่ของญี่ปุ่นตั้งอยู่ด้านหน้า บริเวณนี้จะเป็นจุดที่มีการตั้งขบวนแห่เสลี่ยงศาลเจ้าจำลองที่เก็บดวงวิญญาณผู้กล้า มีตัวแทนศาลเจ้าทั่วโตเกียวและที่ต่างๆ มาร่วมพิธี หลังแห่เสร็จยังมีรำวงด้วยเพลงสนุกๆ สมัยยุคสงครามโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าร่วมได้ การแสดงบนเวทีภายในก็มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิทหารสมัยก่อน เช่น คณะรำวงโอกินาวาแสดงการตีกลองไทโกะนั้น สื่อถึงการต่อสู้จนคนสุดท้ายของหญิงพื้นเมืองในสมัยปลายสงครามโลก ในงานมีการติดผลงานวาดรูปของเด็กประถมที่ประทับใจในศาลเจ้านี้ มีจำนวนมากที่ประทับใจในนักบินกามิกาเซ่เครื่องบิน Zero และกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นในปัจจุบัน แม้แต่ในร้านขายของที่ระลึกก็มีของเล่น หนังสือ ขนมและอุปกรณ์เครื่องหมายสมัยสงครามโลก
การจัดแสดงที่ใช้เทคนิคน่าสนใจ มีความสนุกสนาน ผสานอารมณ์สะเทือนใจ ด้วยเหตุด้วยผลที่เป็นไปได้นั้นทำให้คนญี่ปุ่นลูกเด็กเล็กแดงเข้าชมที่นี่ เมื่อสอบถามหลายคน ปรากฏว่ามักจะชอบบรรยากาศ สงสารวีรบุรุษของชาติ แต่ก็เชื่อว่าเป็นกรรมที่ต้องเป็นอย่างนั้น รับทราบในสปิริตของบรรพบุรุษ อยากกล้าหาญและมีมานะพยายามเช่นนั้น ซึ่งพวกเขาจะไปปรับใช้ในการทำงานของตนต่อไป ไม่มีใครสักคนที่บอกอยากเป็นทหารเพื่อไปฆ่าศัตรูที่เคยสร้างความเจ็บช้ำให้ตัว หรือทวงคืนดินแดนที่ประเทศเสียไปในอดีต
สันติภาพต่างหากที่ควรทะนุถนอม ถ้าคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่คิดได้แบบนี้ คนไทยที่อบร่ำด้วยประวัติศาสตร์ชาตินิยมแรงกล้าเหมือนกันก็คงคิดได้ในแบบนี้ ถ้าเรามีการสอนที่สร้างสรรค์






