กูรูเรื่อง “เศรษฐกิจดิจิทัล” อย่าง “ดอน แท็ปสก๊อต”
(Don Tapscott) จากแคนาดาเขียนหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งต้องถือว่ากล้าหาญชาญชัยมาก เพราะในจังหวะนั้นยังเป็นช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ของอินเตอร์เน็ท
ปี 1995 ยังไม่มีทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค กูเกิล แต่เขาก็เริ่มเห็นคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังก่อตัวอย่างรุนแรง
คำทำนายทายทักของดอนจึงใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาจนถึงวันนี้
เพราะแม้คำว่า “ digital economy” ที่เขาใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นการก้าวกระโดดสู่อนาคตที่ยังมองไม่เห็นชัดเจนนัก
วันที่ผมขึ้นเวทีกับดอน ที่กรุงเทพฯเมื่อเร็วๆ นี้จากการจัดงาน Net@2016 ของ กสทช. จึงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง
ผมถามเขาว่าทำนายอะไรผิดอะไรถูก ผมถามเขาว่าอีกห้าปีข้างหน้า โลกดิจิทัลจะครอบงำชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างไร รวมไปถึงอิทธิพลของ blockchain ที่เป็นหัวข้อของหนังสือเล่มล่าสุดของเขา
ดอนพูดคุยสนุกสนาน ทำการบ้านมาอย่างโชกโชน และมีความถ่อมตนเป็นกันเองอย่างยิ่ง
บทสรุปของข้อเสนอของเขาน่าจะมาจากประโยคที่เขาตอกย้ำหลายครั้งว่า
The future is not to be predicted. The future is to be achieved.
เหมือนตอนหนึ่งของบทสุดท้ายของหนังสือของเขาที่บอกว่า
“เศรษฐกิจดิจิทัลจึงต้องการนักธุรกิจรุ่นใหม่ เป็นคนที่กล้าหาญและเชื่อมั่นมากพอที่จะโยนกรอบความคิดเดิม ๆ ทิ้งไป เป็นคนที่ยินดีให้การเติบโตทางธุรกิจ และผลกำไรสอดรับไปกับความต้องการของพนักงาน ลูกค้าและสังคมเพื่อความโปร่งใส ยุติธรรมและแบ่งปันความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น เป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดถึงสังคม เข้มแข็งมากพอที่จะนำและพร้อมเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรค เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่พวกเราสร้างมันขึ้นมา และถ้าเรายินดีเข้าร่วม คุณค่าของพวกเรา ความมาดมั่น และความคาดหวังของพวกเรา จะกำหนดแนวทางการเปลี่ยนรูปธุรกิจและโลกของเราได้ในที่สุด...”
เขาเขียนด้วยว่า
“โครงสร้างระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสารแบบกระจายทางเดียวในอดีต ซึ่งเป็นโครงสร้างจากบนลงล่างแข็งกระด้าง และรวมศูนย์นั้นจบสิ้นไปแล้ว สื่อยุคใหม่เป็นไปในแบบตอบโต้ได้ฉับพลันสองทาง เปลี่ยนแปลงรูปร่าง และถูกควบคุมโดยผู้บริโภค มันจะเป็นทุกอย่างตามแต่ที่ผู้บริโภคอยากให้มันเป็น มันจะทำทุกอย่างตามที่ผู้บริโภคบอกให้มันทำ...”
สามวลีที่ทำให้คนฟังต้องไปคิดขยายความ และนำไปปฏิบัติในวิถีแห่งธุรกิจและชีวิตส่วนตนคือ
1. อนาคตไม่ใช่เป็นสิ่งที่เอาไว้ทำนาย
2. หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง หากคุณอยู่ในธุรกิจที่เล่นบท “ตัวกลาง” ก็จงสำนึกว่าวันเวลาของคุณกำลังจะหมดสิ้นลงแล้วในไม่ช้า
3. โยนความคิดกรอบเดิม ๆ ทิ้งไป!
บนเวทีผมอ่านอีกหนึ่งประโยคจากหนังสือ Blockchain Revolution ล่าสุดของเขาที่เป็นการตอกย้ำถึงสภาวะแห่งโลกมนุษย์ ที่ต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด หากไม่ต้องการกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในเกมดิจิทัลนี้
“The next era of the digital age is delivering unlimited possibilities, significant dangers, unknown roadblocks, formidable challenges, and a future that is far from certain…”
อนาคตจึงเต็มไปด้วย “โอกาสไร้ขีดจำกัด” ที่มาพร้อมกับ “อันตรายอันใหญ่หลวง” ประกอบด้วย “อุปสรรคและสิ่งท้าทายอันหนักหน่วง”...ที่ถูกคุกคามด้วย “ความไม่แน่นอน” อย่างสูงยิ่ง
เราไม่มีข้ออ้างว่า “ไม่พร้อม” เพราะในโลกแห่งโอกาสและความท้าทายนั้นไม่มีใครรอใคร






