วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สตาร์ทธุรกิจใหม่ ไฉไลแบบ non-stop

การเป็นผู้ประกอบการ ใช่ว่าจะหาเรียนได้จากรั้วมหาวิทยาลัย แต่ทำได้ด้วยการคลุกวงใน หรือลงไปสัมผัสมันด้วยตนเอง

คุณอาจเคยได้ยินสิ่งนี้มาก่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย กำลังคิดประดิษฐ์สิ่งต่างๆเพื่ออนาคตเทคโนโลยีใหม่ที่ไร้ขอบเขต ด้วยความกระตือรือร้นของเยาวชนคนรุ่นใหม่พวกเขาสร้างบริษัทที่อาจเริ่มต้นจากโครงงานในสมัยเรียนหนังสือ และนำมาต่อยอดให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานมากขึ้นความสำเร็จช่วงต้นของพวกเขาบางคนอาจทำให้สามารถหารายได้ และเพิ่มเงินในกระเป๋า หลังจากนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าตื่นใจสู่ตลาดพวกเขาจ้างเพื่อนของเขารวบรวมทีมดาวรุ่งและกล้าที่จะเสี่ยง ก็ไม่มีอะไรจะเสียมากมาย แม้ว่าผู้ใหญ่มากประสบการณ์จำนวนหนึ่ง มักตักเตือนและพร่ำสอนอยู่เสมอว่า “ควรเป็นลูกจ้างในองค์กร เพื่อสั่งสมประสบการณ์การทำงาน และฝึกปรือฝีมือไปก่อน”

 

คำพูดที่ว่าอาจจะเป็นจริง ลำพังความสามารถทางเทคนิคในการคิดประดิษฐ์สิ่งที่มีประโยชน์เล็กๆชิ้นหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นของใหม่ที่ไม่มีใครสนใจทำมาก่อน แต่ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของผู้คนกลุ่มหนึ่ง จะทำให้คนจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจ และพูดออกมาดังๆผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า “หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไร อยากได้จัง” ก็ตาม แต่การทำธุรกิจเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ไม่ใช่ว่าใครจะสามารถทำได้ มีอีกหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ลำพังการทำงานร่วมกันของคนไม่ถึง 5 คน ที่ลงขันขยันขันแข่งอย่างทุ่มเท คงไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันได้ว่า ถ้าต้องเติบโตไปในระดับคนหลักสิบ หลักร้อย หรือหลักพันในอนาคต จิตวิญญาณและความทุ่มเทของกลุ่มคนรุ่นก่อตั้ง จะสามารถส่งผ่านไปยังพนักงานคนอื่นๆได้ เมื่อนั้นเราจะเข้าใจดีว่า Startup ก็ไม่ต่างจาก SMEs ที่ต้องมีการจัดการองค์กรภายในที่ดี ถ้าจะมีแตกต่างกันไปบ้าง นอกจากเรื่อง speed-up และ scale-up แล้ว ก็คงเป็นที่ SMEs มักจะผูกติดตัวเองกับรูปแบบธุรกิจและผลิตภัณฑ์เดิม ในขณะที่ Startup และองค์กรนวัตกรรมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจและผลิตภัณฑ์ให้มีความใหม่อยู่เสมอ

 

แต่การเป็นผู้ประกอบการ ใช่ว่าจะหาเรียนได้จากรั้วมหาวิทยาลัย แต่ทำได้ด้วยการคลุกวงใน หรือลงไปสัมผัสมันด้วยตนเอง ข้อผิดพลาดและแรงกดดันสารพัดจากอีกหลายสิ่งที่ไม่รู้ จนถึงความเจ็บปวดเมื่อธุรกิจล้มเหลวสิ่งนี้เราอาจจะรับฟังได้จากปากของผู้ประกอบการตัวจริง หรือรุ่นพี่ที่ผ่านยุคฟองสบู่ดอทคอม แต่ยังเริ่มต้นใหม่จนประสบความสำเร็จในที่สุด พวกเขาเหล่านั้นมักเริ่มต้นประโยคที่ว่า “ฉันจำถึงโมเมนท์นั้นเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตโมเมนท์ที่ฉันได้ประจักษ์แจ้งเห็นจริงว่าบริษัทของฉันกำลังจะล้มเหลวผู้ก่อตั้งร่วมของฉันและฉันอยู่ที่จุดสุดท้ายของการดำเนินธุรกิจยุคฟองสบู่ดอทคอมแตกและพวกเราใช้จ่ายเงินของพวกเราทั้งหมดพวกเราพยายามหาทางระดมทุนมากขึ้นแต่พวกเราหาไม่ได้มันคล้ายกับฉากแตกหักในภาพยนตร์เมื่อฝนกำลังตกและพวกเรากำลังโต้เถียงกันในท้องถนนพวกเราไม่สามารถเห็นดัวยกันว่าจะเดินไปที่ไหนต่อและจะยังเดินไปด้วยกันอีกหรือไม่ สำหรับความล้มเหลวในบริษัทของพวกเราภาพนั้นยังจำมันได้ดี”

 

มันยังคงเป็นความทรงจำที่ดีบริษัทโซเซหลายเดือนแต่สถานการณ์ของพวกเขายังไร้ความหวังในเวลานั้นมันดูเหมือนพวกเขากำลังทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างถูกต้อง(นี่คือความรู้สึกของคนที่มีไฟปรารถนาอย่างแรงกล้า ของคนรุ่นใหม่ไฟแรงแทบทุกคน) ใช่พวกเขามีฝัน พวกเขามีสินค้าที่โดดเด่นทีมที่สุดยอดเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาและไอเดียที่สอดคล้องเหมาะสมกับเวลาและพวกเขากำลังเดินอยู่บนหนทาง ที่เด็กมหาวิทยาลัยมักทำกัน คือการสร้างโปรไฟล์ทางธุรกิจผ่านออนไลน์แต่ทั้งที่ยึดมั่นในไอเดียพวกเขาลืมคิด หรือให้ความสนใจกับบางอย่าง สิ่งที่เขาไม่รู้และไม่มีประสบการณ์มาก่อนก็คือการบริหารจัดการ และกระบวนการทางธุรกิจที่ดี ที่เป็นรากฐานสำคัญในการที่จะช่วยผลักกันนวัตกรรมของพวกเขาจนกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่

 

แน่นอนไม่มีใครอยากล้มเหลว แต่ถ้าไม่เคยมีประสบการณ์ความล้มเหลวเช่นนี้มาก่อนมันเป็นการยากที่จะอธิบายถึงความรู้สึกดังกล่าวหลายเรื่องในหนังสือพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ อาจจะนำเสนอถึงชีวประวัติบุคคลชั้นนำ บุคคลที่ประสบความสำเร็จนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ แต่ความเป็นจริงการทำงานหนักและขยันหมั่นเพียรไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นำไปสู่ความสำเร็จเพราะองค์กรหรือบริษัทไม่ได้ขับเคลื่อนโดยผู้นำคนเดียวเท่านั้นหากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมแรงและร่วมใจของคนจำนวนมากในองค์กรที่ช่วยกันผสานความรู้ความคิดและทักษะอย่างรอบด้าน

 

Eric Ries ผู้เขียนหนังสือ The Lean Startup ได้แบ่งปันประสบการณ์ไว้ในหนังสือของเขา ที่จะบอกเรื่องราวหลังจากการเป็นผู้ประกอบการนานมากกว่าสิบปีเขาได้ดีดตัวเองออกจากแนวคิดเดิมได้เรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวด้วยตัวเองความสำเร็จของธุรกิจเกิดใหม่แบบ Startup ไม่ได้มาจากยีนที่ดีหรืออยู่ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นหากแต่ยังต้องสร้างขึ้นผ่านกระบวนการที่ถูกต้องมันสามารถเรียนรู้ได้ซึ่งหมายความว่าสามารถถ่ายทอดได้ เฉกเช่นเดียวกับการที่โรงพยาบาลเรียนรู้ที่จะมีการบริการที่ดีแก่คนไข้ ไม่ต่างจากกระบวนการที่ยอดเยี่ยมของโรงแรมชั้นนำระดับ 4 หรือ 5 ดาว การที่ธุรกิจในภาคบริการจำนวนไม่น้อยหยิบยืมระบบการบริหารจัดการจากภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพการบริการจะมีมาตรฐานและอยู่ในระดับที่ลูกค้าพอใจ ความจริงแล้วการเป็นผู้ประกอบการเป็นประเภทหนึ่งของนักบริหารEric ได้เชื่อมโยงคำสองคำคือการประกอบการและการจัดการเข้าด้วยกันมันดูเข้าท่าแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นที่สำคัญมันทำให้ Startup ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน สามารถจะก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

 

Startup เปรียบเหมือนโรงงานผลิตนวัตกรรม(Innovation Factory) หน้าที่หลักของการสร้างธุรกิจให้เติบโตในระยะยาวจึงอยู่ที่การสร้างสิ่งใหม่ที่จะมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในตลาดหรือทดแทนสิ่งเดิมที่ล้าสมัย(Disruptive) องค์กรแบบนี้ จึงต้องมีระบบและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการสร้างความคิดใหม่ๆผ่านกระบวนการGenchi Genbutsu (หรือgo and see for yourself ไม่ใช่แค่การพูดคุยหรือข้อมูลที่เก็บได้เท่านั้นหากแต่ต้องลงไปให้ถึงลูกค้าและตลาด เห็นสิ่งที่เป็นจริง พูดคุยสังเกตการณ์ตามดูอย่างใกล้ชิด) เพื่อค้นหาความจริงว่าลูกค้าต้องการอะไรไม่ใช่เขาพูดว่าต้องการอะไรหรือคิดแทนว่าเขาต้องการอะไร