ยอมรับเถอะว่า 'แพ้'

ยอมรับเถอะว่า 'แพ้'

ปฏิกิริยาหลังทราบผลประชามติของฝ่าย “โหวตโน”

 มีอารมณ์แตกต่างกันไป

นักเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ ไม่ว่าพรรคไหนจะรู้สึกเฉยๆ แต่จะมีบางส่วนในพรรคเพื่อไทยที่ออกแรงเยอะ ก็ผิดหวังเยอะ

ที่ฟูมฟายถึงขั้นหลั่งน้ำตา และฟูมฟายร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊ค ก็จะเป็นนักศึกษา นักกิจกรรม นักวิชาการ และนักพัฒนา

ก่อนหน้านั้น ปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตย ถึงขั้นฟันธงว่า “โหวตโน” ชนะแน่

พวกเขาประเมินจาก “ฐานเสียง” พรรคเพื่อไทย (รวม นปช.-คนเสื้อแดง) และพรรคประชาธิปัตย์ บวกด้วย 45 องค์กรภาคประชาชน และ 30 องค์กรภาคประชาชนสายใต้ ที่แสดงจุดยืนโหวตโน

ครั้นผลประชามติที่ออกมาไม่ตรงตามคาด ก็ผิดหวัง แถมพาลเหน็บแนมแกมประชดคนโหวตเยส

เจาะลึกเฉพาะภาคอีสาน ปีนี้ คะแนนในจังหวัดภาคอีสานที่โหวตโน ไม่ได้ทิ้งโหวตเยสมากนัก เฉลี่ย 60-40 หรือ 55-45 ต่างจากประชามติครั้งก่อนที่เฉลี่ย 70-30

การเปลี่ยนแปลงในตัวเลขของภาคอีสาน มาจากปัจจัยใดบ้าง?

ประการแรก กลไกราชการยุค คสช. ทำงานได้เข้มแข็ง จึงสามารถ บล็อก การเคลื่อนไหวของฝ่ายโหวตโนได้อย่างรวดเร็ว

นี่คือข้อเท็จจริง อย่าไปดัดจริตป่าวประกาศว่า การออกเสียงประชามติดำเนินไป โดยความเที่ยงธรรม และเป็นกลาง

ประการที่สอง “นักเลือกตั้ง” สายเพื่อไทย ไม่อินังขังขอบกับการรณรงค์โหวตโน เมื่อเจอทหาร “บล็อก” ก็ถอย ปล่อยให้กระบวนการตัดสินใจเป็นเรื่องของชาวบ้าน

ตรงกันข้าม “นักเลือกตั้ง” สาย กปปส. ในอุบลราชธานี ที่ออกแรงรักษาหน้า “ลุงกำนัน”

ทำนองเดียวกัน “นักเลือกตั้ง” ค่ายสีน้ำเงินในหลายจังหวัด ได้ใช้เกมประชามติ หยั่งคะแนนนิยมในตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.

ประการที่สาม “เสียงจัดตั้ง” ของกองทัพภาคที่ 2 ทำได้ดีกว่าสมัย คมช. จึงไม่ต้องเล่น “กลหีบบัตร” เหมือนปี 2550

ประการที่สี่ การตัดสินใจเห็นชอบ เกิดจากอารมณ์บ้านบ้าน เบื่อขัดแย้ง และอยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว

เกมประชามติจบแล้ว ก็รอเวลา “เกมเลือกตั้ง” ที่มาถึงในปลายปี 2560 และเขียนแปะไว้ตรงนี้เลย

ผลการเลือกตั้ง จะไม่เป็นไปดั่งผลประชามติอย่างแน่นอน