“...ตอนนี้การเมืองกำลังจะเปลี่ยนแปลงและเตรียมตัวปฏิรูปเข้าสู่วงรอบใหม่ ยุคธุรกิจคุมการเมืองกำลังจะหมด
ความนิยมไปในที่สุด...กลางปี 57 การเมืองจะนิ่งขึ้น จะใช้เวลาในการปฏิรูป 3-4 ปี จะมีอุปสรรคบ้าง เพราะจะมีปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจเข้ามาด้วย เดือนสิงหาคมน่าจะเป็นเดือนที่ปัญหาทางการเมืองต่างๆ จบลง...”
นี่คือคำทำนายของผู้เขียนในงานสัมมนา “นักเศรษฐศาสตร์ปะทะโหราจารย์” เมื่อ 17 มกราคม 2557 (
อันที่จริง คำทำนายแบ่งเป็น 3 ข้อ คือ (1) ได้รัฐบาลใหม่เดือนสิงหาคม 57 (2) ปฏิรูปการเมืองโดยใช้เวลา 3-4 ปี (3) สิ้นสุดยุคธุรกิจคุมการเมือง เพียงแค่คำทำนายแรกก็ไม่อยากเชื่อแล้ว ส่วนที่เหลือยิ่งเชื่อไม่ได้ ถึงวันนี้ผ่านมา 3 ปีแล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
วันที่ 25 สิงหาคม 57 สนช.โหวต พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 31 สิงหาคม มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรี คำทำนายที่ 1 ถูกต้อง มีการแต่งตั้งสภาปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คสช.กำหนดเลือกตั้ง (ปลาย) ปี 60 ใช้เวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง คำทำนายที่ 2 ถูกต้องอีก
คำทำนายที่ 3 ซับซ้อนกว่า เทคนิคสำคัญของโหราศาสตร์บ้านเมืองคือวัฏจักรดาว (Planetary Cycle) วัฏจักรดาวคือตัวแบ่งยุคสมัยของดวงเมือง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Sidereal ครบรอบเมื่อกลับถึงที่เดิมในจักรราศี เช่น ดวงสงกรานต์ และ Synodic ครบรอบเมื่อดาว 2 ดวงกุมกันอีกครั้ง เช่น ดวงอมาวสี
ในวงการโหราศาสตร์ไทย มีเพียงคำทำนายรัตนโกสินทร์ 10 ยุค (มหากาฬ พันธยักษ์ รักบัณฑิต...) ที่ใช้วัฏจักรพฤหัสเสาร์ในการแบ่งและทำนาย ธนูเกณฑ์ (ผู้เขียน) เป็นคนแรกที่ใช้วัฏจักรดาวเสาร์ (Saturn Return) ในการแบ่งยุคและทำนายดวงเมืองไทย โดยเขียนไว้ในบทความ “เมื่อไหร่การเมืองไทยสงบ คำตอบอยู่ที่ดวงเมือง” เมื่อ 1 สิงหาคม 56 (
เสาร์ในดวงเมืองอยู่ที่ 10:48 องศาธนู เสาร์จรถึงเสาร์เดิมคือ 1 วงรอบ ใช้เวลา 30 ปี 1 วงรอบคือ 1 ยุค แต่ละยุคของการเมืองไทยจึงกินเวลา 30 ปี วงรอบที่ 6 ตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2472- 8 กุมภาพันธ์ 2502 เป็นยุค “แย่งอำนาจทางการเมือง” วงรอบที่ 7 ตั้งแต่ 8 กุมภาพันธ์ 2502-18 ธันวาคม 2531 คือยุค “ทหารคุมการเมือง” และวงรอบที่ 8 ตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2531-28 มกราคม 2561 คือยุค “ธุรกิจคุมการเมือง”
การเมืองไทยวันนี้อยู่ตรงรอยต่อของปลายวงรอบที่ 8 และต้นวงรอบที่ 9 อันเป็นช่วงเวลาแห่งการทำลายเก่าเพื่อสร้างใหม่ ตรงรอยต่อนี้ มักเกิดจุดเปลี่ยนและสัญญาณที่บอกถึงอนาคตของวงรอบใหม่ เช่น จอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ 16 กันยายน 2500 คือจุดเปลี่ยนก่อนเข้าวงรอบที่ 7
ในบทความ “วัฏฏะในดวงเมืองไทย” 6 มีนาคม 58 ผู้เขียนทำนายว่า สิงหาคม 59 จะเกิดจุดเปลี่ยนก่อนเข้าวงรอบที่ 9 (
ผลประชามติ (ไม่เป็นทางการ) เป็นดังนี้ มีผู้ใช้สิทธิทั้งประเทศ 27,623,126 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 50,585,118 คน คิดเป็น 54.61% เห็นชอบร่างรธน. 61.40% ไม่เห็นชอบ 38.60% และเห็นชอบคำถามพ่วง 58.11% ไม่เห็นชอบ 41.89 %
ประชามติครั้งนี้สำคัญ เพราะร่างรธน.ใหม่เปลี่ยนกฎกติกาหลายอย่าง ทำให้โครงสร้างการเมืองเปลี่ยนไป รธน.ใหม่ลดทอนอำนาจนักการเมืองและเพิ่มอำนาจข้าราชการอย่างชัดเจน พรรคการเมืองใหญ่ต่างปฏิเสธ โพลคาดการณ์ว่าคะแนน 2 ฝ่ายจะสูสี แต่ผลกลับพลิกล็อค ประชาชนรับร่างอย่างมากมาย
นี่คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง มันเป็นจุดสิ้นสุดอำนาจ (ที่มากเกิน) ของนักการเมือง เป็นการสิ้นสุดยุคธุรกิจคุมการเมืองและเป็นการปิดวงรอบที่ 8 อย่างสมบูรณ์ ตรงตามคำทำนายที่ 3 ที่ว่าไว้เมื่อ 3 ปีก่อน
แต่เรื่องราวยังไม่จบ คำถามสำคัญคือ วงรอบที่ 9 ตั้งแต่ 28 มกราคม 2561-10 ธันวาคม 2590 จะเป็นยุคอะไร? ในเมื่อประชามติสิงหาคม 59 เป็นสัญญาณของวงรอบต่อไป ดังนั้น เราจะสืบค้นร่องรอยเรื่องราวจากเหตุการณ์นี้
ถ้ามองการเมืองไทยในแบบเดิมๆ ประชามติครั้งนี้ก็คือการช่วงชิงอำนาจระหว่างนักการเมืองกับทหารข้าราชการ โดยมีประชาชนเป็นฐานแห่งความชอบธรรม ไม่ต่างจากประชามติปี 50 การมองแบบนี้มีสมมติฐานว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย
ประชาชนไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจริงหรือ? การที่ประชาชนหลายล้านคนรวมตัวกันแสดงพลังต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขณะที่ข้าราชการนิ่งสงบ มันแปลว่าอะไร? พวกเขาไม่รู้จักใช้พลังอำนาจทางการเมืองของตัวเองหรือ? คุณคิดว่า ประชาชนไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยหรือ?
ถ้ามองการเมืองไทยในมุมใหม่ที่กว้างกว่าเดิม ขั้วอำนาจทางการเมืองไม่ได้มีแค่ 2 ก๊ก แต่เป็น 3 ก๊ก พลังประชาชนคือขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สวิงไปฝ่ายใดฝ่ายนั้นก็ชนะ แต่ถ้าพึ่งใครไม่ได้ พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะลุกขึ้นสู้ด้วยอำนาจของตัวเอง
ผลประชามติชัดเจนมาก นักการเมืองเป็นฝ่ายแพ้ ทหารข้าราชการและประชาชนเป็นฝ่ายชนะ ฝ่ายชนะมี 2 ก๊ก เป็นทหารข้าราชการยืมมือประชาชน หรือเป็นประชาชนยืมมือทหารข้าราชการ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
ถ้าเป็นแบบแรก วงรอบที่ 9 จะเป็นยุคของรัฐข้าราชการที่รวมศูนย์อำนาจ ควบคุมและปกครองจากส่วนกลาง วางแผนโดยบรรดาเทคโนแครต เหมือนย้อนยุคกลับไปวงรอบที่ 7 อีกครั้ง คำถามคือกระแสและสถานการณ์โลกจะยอมให้วงรอบการเมืองไทยดำเนินไปอย่างสงบราบรื่นหรือไม่?
ปัจจัยชี้ขาดประการหนึ่งคือมฤตยูที่ยกเข้าเมษและส่งผลกระทบต่อลัคนาอาทิตย์ดวงเมือง เมษคือจุดเริ่มต้นจักรราศี มฤตยูคือการเปลี่ยนแปลง มันหมายถึงการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่ใช่ถอยหลัง เป็นการเปลี่ยนเพื่อก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนยุคกลับไปหาอดีต
มฤตยูคือ New Technology มฤตยูเดิมอยู่ภพ 3 หมายถึงการติดต่อสื่อสาร พลัง Social Media และเทคโนโลยีที่เชื่อมไทยกับโลก คือพลังขับเคลื่อนหลักให้วงรอบที่ 9 เข้ารูปเข้ารอยของตัวเอง ไม่มีใครต้านทานได้
มฤตยูเข้าเมษจริง 8 เมษายน 60 ตั้งแต่นั้นจนถึง 28 มกราคม 61 สถานการณ์พร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่าประมาทเด็ดขาดครับ






