นโยบายภาษีรัฐส่งเสริม หรือสั่นคลอนเชื่อมั่นลงทุนไทย

นโยบายภาษีรัฐส่งเสริม หรือสั่นคลอนเชื่อมั่นลงทุนไทย

“ประเทศไทย 4.0” เป็นที่ติดปากของผู้คนในรัฐบาลชุดนี้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ได้หยิบยกมาเป็นนโยบายที่จะก้าวเดินในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยในหลักการจะเน้นการพัฒนาที่มุ่งส่งเสริมการทำกิจกรรมที่เน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีและบริการเชิงสร้างสรรค์ ที่สำคัญคือ การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ จำเป็นต้องอาศัยภาคเอกชนเป็นกลไกหลัก

ในด้านการลงทุนนั้น ไทยเรามีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนการลงทุน เพื่อจูงใจนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน โดยให้ในรูปของสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรเป็นแรงจูงใจ

หากย้อนดูข้อมูลการขอรับส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย จะพบว่า นักลงทุนของญี่ปุ่นติดอันดับ 1 ในการขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และยังต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต โดยมีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา บริษัทการค้าระหว่างประเทศ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน กิจการในกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร รวมทั้งกิจการในกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นการช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมของไทยมายาวนาน

ล่าสุดในปี 2558 ญี่ปุ่นลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับการลงทุนจากต่างประเทศโดยรวม ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 1 แสนล้านเยน และมีโครงการการลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 168 โครงการ เรียกว่าได้ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจของไทยเรามาอย่างยาวนาน หรือจะเรียกว่าเป็นมิตรแท้การลงทุนก็ว่าได้

แต่ทว่าประเด็นของสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ที่มีการคำนวณภาษีต่างกัน ระหว่างบีโอไอ กับกรมสรรพากร จนนำไปสู่การฟ้องร้องขอความเป็นธรรมต่อศาล ของบริษัทมีนิแบ กลายเป็นข้อกังขา ที่ยังเป็นปมปัญหาที่เป็นข้อกังขาสำหรับกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างมาก ความกังวลที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่รอวันปะทุ หากรัฐบาลไม่มีความชัดเจน แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของนักลงทุนในต่างประเทศที่กำลังตัดสินใจเข้าลงทุน

ข่าวคราวออกมากันไม่เว้นแต่ละวัน แต่ยังไม่เห็นบทบาทของบีโอไอในการออกมาช่วยนักลงทุนแม้แต่น้อย แล้วนักลงทุนจะมีความมั่นใจว่าจะได้รับประโยชน์จากบีโอไอเพียงใด เรื่องนี้คงต้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอ ออกมาช่วยตัดสินโดยเร็ว มิฉะนั้นจะกระทบต่อแผนการพัฒนาประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการดึงดูดให้นักลงทุนภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมพัฒนา

หรือว่ารัฐบาลจะต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการตัดสินโดยด่วน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยการยกประโยชน์ให้จำเลยไปก่อน สำหรับกฎเกณฑ์นับจากนี้ไป รัฐบาลต้องการให้รูปแบบของการส่งเสริมการลงทุน ด้วยการยึดหลักใด ควรต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือกันเพื่อความกระจ่างโดยด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน