ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ของขวัญจากไทยแด่โลกอันไม่ยั่งยืน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง : ของขวัญจากไทยแด่โลกอันไม่ยั่งยืน

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้รับหนังสือ ที่ทรงคุณค่า

สองเล่มจากมูลนิธิมั่นพัฒนา เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ วิเคราะห์และเล่าขานถึง ศาสตร์พระราชา...เศรษฐกิจพอเพียง ไปยังสังคมโลก

น่าสนใจมากที่ชื่อหนังสือเล่มใหม่ Sufficiency Thinking นั้นมีพาดหัวรองว่า “Thailand’s gift to an unsustainable world.” ซึ่งผมแปลของผมว่า

ความคิดคำนึงเรื่องความพอเพียง... ของขวัญประเทศไทยแด่โลกอันไม่ยั่งยืน

หนังสือเล่มนี้ได้อาจารย์ระดับโลกอย่าง Dr Gayle C. Avery กับ Harald Bergsteiner เป็นบรรณาธิการ โดยที่ ดร.เอเวอรีเป็นผู้บุกเบิกในแวดวงวิชาการด้านภาวะผู้นำแบบพอเพียง เป็นที่ยอมรับทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือและออสเตรเลีย

เธอบอกว่าประเทศไทยได้สร้างความน่าประทับใจ เพราะประสบความสำเร็จในการทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งๆ ที่ไทยเราเป็นประเทศเล็ก ระบบเศรษฐกิจก็เล็ก คนข้างนอกไม่คิดว่าประเทศนี้จะคิดอะไรลึกซึ้งแบบเศรษฐกิจพอเพียง และนำมาปฏิบัติในภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศจนเรียกได้ว่าเป็นผู้นำทางด้านนี้ของโลก

ดร.เอเวอรี เกริ่นไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่าประเทศไทยเป็น แม่แบบที่เหนือความคาดหมาย” (Thailand: An Unexpected Role Model) ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะประเทศส่วนใหญ่ในโลก กำลังเผชิญกับปัญหาแนวทางเศรษฐกิจที่คิดแต่ระยะสั้นเพราะติดกับระบบทุนนิยมไร้ขีดจำกัดและขาดคุณธรรม จึงมีปัญหาว่าจะไม่ยั่งยืนซึ่งนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่รังแต่จะพบทางตัน ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ ภาวะโลกร้อน ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และการขาดผู้นำที่มีคุณธรรม

หนังสืออีกเล่มหนึ่งเป็นคู่มือที่ให้ข้อมูล และแนวคิดรวมไปถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “การพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย” หรือ Thailand’s Sustainable Development Sourcebook: Issues & Information – Ideas & Inspiration ที่รวบรวมทุกประเด็นเกี่ยวกับปรัชญา และแนวทางแห่งเศรษฐกิจพอเพียงที่ค้นหาง่าย อ่านง่ายและใช้อ้างอิงได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

คนไทยเองอาจจะแปลกใจว่าต่างชาติเห็นว่าไทยเราเป็น “แม่แบบ” ของเรื่อง การพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่าน เศรษฐกิจพอเพียง ได้อย่างไร แต่สำหรับนักวิชาการและนักวิจัย ที่ลงไปค้นคว้าศึกษาอย่างนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ อย่างที่เขียนวิเคราะห์ไว้ในหนังสือสองเล่มนี้ สิ่งที่ประเทศไทยได้ทำตามแนวทางนี้มีผลงานเด่นชัดที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียว

คุณจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองเลขาธิการพระราชวัง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนาซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2557 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม, และวัฒนธรรมได้นำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง

คุณจิรายุให้สัมภาษณ์ “มติชน” เล่าถึงที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกเมื่อปี 2517 คนไทยให้ความสนใจมากคือเมื่อปี 2540 เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ก่อนเกิดต้มยำกุ้ง พระองค์ทรงเคยรับสั่งว่าเราอย่าเป็นเสือกันเลย ไปพัฒนาเศรษฐกิจให้ทุกคนยกระดับขึ้นมา กระทั่ง 2540 เศรษฐกิจล่มสลาย พระองค์รับสั่งแนะว่า อย่าไปทำแบบไม่ยั่งยืน มาสร้างพื้นฐานให้คนทั่ว ๆ ไป ได้มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพเสียก่อน แล้วค่อยสร้างบนพื้นฐานที่มั่นคง ประเทศจะเจริญเติบโตไม่ล้มครืนลงมาระหว่างที่ฐานไม่ดี...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปรียบเทียบ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เหมือน “เสาเข็ม”

“พระองค์รับสั่งว่าบ้านเรือน ถ้าจะให้มั่นคงต้องมีเสาเข็ม แต่เสาเข็มอยู่ใต้ดิน เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครเห็น จะลืมเกี่ยวกับบทบาทของเสาเข็ม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เหมือนเสาเข็ม ที่เป็นรากฐานแห่งความมั่นคง แต่มองไม่เห็น ถ้าพื้นฐานคนไม่มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพแล้ว ไปสร้างอะไรที่ใหญ่โตบนสิ่งที่ไม่มีพื้นฐานมั่นคง จะล้มลงมาง่าย...”

คุณจิรายุเสริมว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ข้อ คือพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บวก 2 เงื่อนไขคือความรู้คู่คุณธรรม

สิ่งที่จะมาลดความเสี่ยง ทำให้รากฐานมั่นคงไม่ล้มลงง่ายคือการมีความคิดแบบพอเพียง ไม่โลภ และมีความรู้คู่คุณธรรม...

ความรู้แบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ

1. ความรู้ของชาวบ้านหรือปราชญ์ชาวบ้าน

2. ความรู้จากศาสตร์พระราชา ตามโครงการพระราชดำริต่าง ๆ หรือตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

3. ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่ปฏิเสธที่จะใฝ่รู้

และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ผู้นำที่มีคุณธรรม

คุณจิรายุยืนยันว่าถ้ามีครบทั้งหมดนี้ จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ยั่งยืนแน่นอน

ใครยังไม่ได้หนังสือสองเล่มนี้ ผมแนะนำให้หามาอ่าน รับรองว่าได้ความรู้ ความกระจ่างและแรงบันดาลใจอย่างเหลือล้น