นายกฯสิงคโปร์ หลี่เสียนหลง ไปเยือนวอชิงตัน
“อย่างเป็นทางการ” ขณะนี้ถือเป็นข่าวใหญ่สำหรับเขา เพราะประธานาธิบดี บารัก โอบามา บอกว่านี่เป็น “state visit” จากอาเซียนเป็นคนแรก
บทบาทของสิงคโปร์ที่มีประชากรเพียง 4 ล้านคน แต่เล่นเกมการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยลูกล่อลูกชนที่มหาอำนาจต้องยอมรับ ทั้งอเมริกาทั้งจีนและรัสเซีย เพราะเขาพลิกตัวปรับตามสถานการณ์โลก ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
ก่อนหน้านี้ คุณพ่อของนายกฯ สิงคโปร์ปัจจุบันคือ ลีกวนยิว ได้รับเกียรติลักษณะเดียวกันนี้ก็คือปี 1985 อันเป็นจังหวะที่ประธานาธิบดี โรนัล รีแกน เชิญไปในฐานะเป็นแขก state visit เช่นกัน
ตั้งแต่โอบามาขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ เขาเชิญผู้นำชาติอื่นมาเยือนอย่างเป็นทางการเช่นนี้น้อยมาก หลี่เสียนหลงเป็นรายที่ 13 เท่านั้น
เพราะโอบามาไม่จัดงานต้อนรับหรูหราเป็นทางการอย่างนี้พร่ำเพรื่อ จะทำก็แต่เพื่อแสดงถึงความเป็น “มิตรสนิท” ที่เป็น “พันธมิตรยุทธศาสตร์” เท่านั้น
ทำไมสหรัฐมองสิงคโปร์เป็น “เพื่อนซี้” ถึงขนาดนั้น?
เหตุผลแรกที่เขามองว่าสิงคโปร์เล่น “บทบาทสำคัญ” ในนโยบาย “ปักหมุดเอเซีย” หรือ Pivot to Asia (ภาษาทางการเขาใช้ Asia Rebalancing) เพราะสิงคโปร์ยอมให้สหรัฐมาใช้ฐานทัพเรือ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านทหารเกือบทุกอย่าง
อเมริกาจึงเรียกสิงคโปร์เป็น “หุ้นส่วนทางด้านความมั่นคงและป้องกันประเทศสำคัญที่สุดประเทศหนึ่งในเอเซีย”
เขาเรียกสิงคโปร์เป็น “สมอเรือ” สำหรับนโยบายของสหรัฐในเอเซียเลยทีเดียว (“Singapore is an anchor for the US presence in the region, which is a foundation of stability and peac.”
เหตุผลข้อที่สองคือสิงคโปร์สนับสนุนความริเริ่ม Trans-Pacific Partnership (TPP) ที่โอบามาเป็นหัวหอกสำคัญ (ผมเขียนถึงประเด็นนี้ในคอลัมน์นี้เมื่อวานแล้ว)
เหตุผลข้อสามคือสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในเอเซียอาคเนย์ ที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้าน ISIL ของสหรัฐ เขาเรียกโครงการนี้อย่างเป็นทางการว่า Countering Violent Extremism (CVE)
อเมริกาก่อตั้งแนวร่วมต่อต้าน ISIL เมื่อสองปีก่อน สิงคโปร์กระโดดเข้าร่วมเกือบจะทันที เป็นประเทศแรกจากอาเซียนที่ตัดสินใจร่วมโดยพลัน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมวางแผน และอนุญาตให้เครื่องบินปฏิบัติการเติมน้ำมัน
เหตุผลข้อสี่คือการที่สิงคโปร์เข้าร่วมกับสหรัฐ ในการดำเนินกิจกรรมต่อต้านภาวะโลกร้อน และโอบามาบอกว่าจะปรึกษากับหลี่เสียนหลง ว่าด้วยการลงมือปฏิบัติตามข้อตกลง ที่ลงนามในปารีสเมื่อปีก่อนเพื่อให้เกิดขบวนการสากลเพื่อแก้ไขClimate Change ระดับโลก
เหตุผลข้อห้าคือสหรัฐบอกว่าสิงคโปร์เป็น “ศูนย์กลาง” (Hub) สำหรับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี
โอบามาบอกว่าบริษัทอเมริกันกว่า 3,700 แห่งตั้งสำนักงานภูมิภาคที่สิงคโปร์ และสิงคโปร์ติดอันดับหนึ่งในการสำรวจของธนาคารโลก ว่าด้วยประเทศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจต่างชาติในโลก
มีคำถามว่าหลังโอบามาลงจากตำแหน่งในหกเดือนข้างหน้า ผู้นำคนใหม่จะยังให้ความสำคัญกับเอเซีย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่?
โอบามายืนยันว่ายังไงๆ สหรัฐก็ต้องเดินหน้าสร้างความผูกพันกับโลกภายนอก “เราเป็นประเทศแปซิฟิคมากว่าสองร้อยปีแล้ว นโยบายนั่นย่อมไม่เปลี่ยน สัจธรรมข้อนี้ย่อมสำคัญกว่าวงจรของการหาเสียงเลือกตั้ง เอเซีย-แปซิฟิคเป็นบ้านของประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ชนชั้นกลางที่กำลังโตสร้างโอกาสให้กับเราอย่างมหาศาล” โอบามายืนยัน
เหล่านี้คือเหตุผลทางการที่วอชิงตันถือเป็นหลักเกณฑ์ ที่ปฏิบัติต่อสิงคโปร์ในฐานะพันธมิตรใกล้ชิดเป็นพิเศษ
แต่ผมสงสัยว่าหลี่เสียนหลงไป อเมริกาคราวนี้ไม่ได้เพียงแค่จับเข่าคุยกับโอบามาห้าหัวข้อนี้เท่านั้น...จริงๆ จะไปถามว่าฮิลลารี คลินตันจะชนะเลือกตั้งแน่หรือเปล่า?
และก็คงจะกระซิบถามว่าถ้าโดนัล ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง โอบามามีคำแนะนำสำหรับสิงคโปร์อย่างไร?
ผมเดาเอาว่าโอบามาก็คงต้องตอบว่า “อั๊วเชียร์ฮิลลารี ฮิลลารีก็ต้องมาซิ ถ้าเจ้าทรัมป์ชนะ ตัวใครตัวมันนะ ผมมันยังไม่เกรงใจเลย! ฮาฮาฮา”







