'ถ้าไม่ใช่โจร หรือคิดจะเป็นโจร' ไม่ต้องกลัว

'ถ้าไม่ใช่โจร หรือคิดจะเป็นโจร' ไม่ต้องกลัว

คนที่มองรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นของแสลง เป็นสิ่งน่ากลัว นอกจากไม่ศึกษาทำความเข้าใจกับเนื้อหาของ รธน.

ยังมีพวกหรือฝักฝ่ายของคนที่จะต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหาก รธน.ฉบับนี้ผ่านประชามติ ถ้าภาษาชาวบ้านทั่วไปเขาเรียกว่า “ถ้าไม่ใช่โจร ผู้ร้าย หรือถ้าไม่คิดริอ่านอยากจะเป็นโจรขึ้นมา ก็ไม่ต้องกลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย” หาก รธน.ไม่ผ่าน สำหรับตัวผมเคยย้ำหลายหนแล้วว่า “มีเสียใจ” แต่ช่วยอะไรไม่ได้เพราะประชาชนจะต้องตัดสินอนาคตด้วยตัวของเขาเอง เราเชื่อว่าเราได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดด้วยความรู้ความสามารถของเราให้ตัดสินใจแล้ว อนาคตของบ้านเมืองเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่หาก รธน.นี้ผ่านประชามติ คาดว่า “น่าจะมีคนขาดใจตายอยู่หลายคน”

ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ฉบับแทนคุณแผ่นดิน ฉบับมีชัย ฉบับปฏิรูป สุดแต่จะเรียกขานนี้ สร้างความขนลุกขนพองให้กับคนซึ่งหลบอยู่หลังฉาก ปล่อยให้คนอื่นอาจติดคุกติดตาราง ฉวยโอกาสต่อสู้แบบกองโจร ตีหัวเข้าบ้าน เรียกร้องความสนใจและบิดเบือนความจริงที่มีอยู่ใน รธน.อย่างน่าละอายใจ ไม่ว่าจะเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่ยืนยันมาทุกครั้งว่า สิทธิทุกประการที่ประชาชนพลเมืองเคยได้ใน รธน.ที่แล้วมาทุกฉบับจะไม่มีการตัดทอนใดๆ เลย องค์กรอิสระอย่าง ปปช กกต รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจเกินเลยสิ่งที่เขาจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจอื่นๆ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ทุกประเทศทั่วโลกเขาก็มี

การอ้างมาตรา 5 ว่าให้สิทธิศาลรัฐธรรมนูญ กับองค์กรอิสระกดขี่ข่มเหงรัฐบาลในอนาคตไม่ให้คิดทำอะไรได้เองเมื่อเกิดวิกฤติชาติ เป็นการพูดที่ “ขาดความรับผิดชอบและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด” เพราะผู้พูดคงไปตั้งธงว่ารัฐบาลในอนาคตจะต้องเป็นคนของตนหรือพวกของฝ่ายตน หารู้ไม่ว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ในชาติบ้านเมือง ไม่ใช่จู่ๆ ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระจะลุกขึ้นทำอะไรได้เองตามใจชอบ ในสถานการณ์เช่นนั้นหากรัฐทำหน้าที่ไม่ได้หรือไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองตามแนวทางกฎหมายได้ ต้องเป็นสภาวะพิเศษที่แม้แต่ในประเพณีการปกครองหรือสภาพของรัฐบาลไม่ใช่สถานะผู้บริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพไปค้นหาประเพณีการปกครองที่ถูกต้องมาแล้ว ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เขาจึงจะเรียกประชุมและใช้ระบบการหารือเพื่อมีมติในการแก้ปัญหาเพื่อส่วนรวม

เรื่องที่มา ส.ส. บรรดาอดีตนักการเมืองที่พบทางตีบตันในงบประมาณแผ่นดิน หวาดกลัวตัวสั่น เพราะมาตรา 144 ในร่าง รธน.เขียนห้ามการแสวงประโยชน์จากวิธีการงบประมาณที่เคยเปิดช่องให้ ส.ส. หรือกระทั่งรัฐบาลในอดีตรู้เห็นเป็นใจกับ ส.ส. ในการแปรญัตติงบประมาณโดยสมคบคิดกับข้าราชการประจำในการผ่องถ่ายงบประมาณเข้าพื้นที่ของตัวเอง มีการตั้งบริษัท ห้างร้าน ผู้รับเหมาของตัวเองมารับงาน บางพื้นที่ถึงขั้นซื้อขายโครงการกันในที่ลับและที่แจ้ง แต่ละปีประเทศชาติต้องเสียเงินให้กับเหลือบของสังคมเหล่านี้เป็นเงินหลายแสนล้านบาท แต่นักการเมืองไม่กล้าหยิบมาตรานี้มาโจมตี

เวลานี้ทุกเสียงของประชาชนในการทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม มีความหมาย ขาดแม้แต่เสียงเดียวทั้งฝ่ายรับฝ่ายค้านก็จะเหมือนโอนคะแนนไปให้ฝ่ายตรงข้ามทำให้เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ไม่เคยเห็นการรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิอย่างพร้อมเพรียงทั้งฝ่ายที่ต้องทำหน้าที่ปกติและฝ่ายที่ผิดปกติ คือ ฝ่ายค้าน รธน.ถึงขนาดทำสปอดโฆษณา ในโลกออนไลน์ มีการกระตุ้นเตือนขนาดช่วยเบาแรง กกต ไปได้มาก ทำให้ทุกย่างก้าวจากนี้ไปแต่ละฝ่ายต้องเดินไปอย่างแหลมคม

กระนั้นเก็ตามการบิดเบือน สร้างวาทกรรม ความเกลียดชัง ให้ร้าย ยังคงเป็นวิธีการที่กลุ่มรณรงค์คว่ำ รธน.เลือกใช้อย่างไม่ละอายใจ ในบางรายการทีวีซึ่งน่าจะเป็นเรื่องผิดจริยธรรมของสื่อด้วยการมาสัมภาษณ์แล้วตั้งคำถามบางเรื่องใน รธน.อย่างกว้างๆ แต่เอาคำตอบในเรื่องละเอียดอ่อนที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ตอบ นำไปตั้งคำถามกับฝ่ายตรงข้ามว่าเขาตอบมาแบบนี้ฝ่ายตรงข้ามเห็นอย่างไร

ถึงจะไม่บอกว่าเป็นการจัด ดีเบตหรือโต้แย้งกันแบบแลกหมัด ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์ ยังถือเป็นวิธีการที่เข้าช่าย ชกใต้เข็มขัด