‘นวัตกรรม’แรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย(2)

‘นวัตกรรม’แรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจไทย(2)

ในตอน 2 นี้เราจะประเมินว่าไทยจะก้าวไปสู่กลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนวัตกรรมได้อย่างไร โดยเจาะลึก

ในระดับ  Micro Level  ทั้งจากข้อมูลในมุมมองบริษัทและสาขาการผลิต รวมทั้งจะกล่าวถึงแนวนโยบายการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ เศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy)”

การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ของไทยยังน้อยและระดับเทคโนโลยีไม่ซับซ้อน

ช่องทางแรก คือการคิดค้นนวัตกรรมขึ้นเองของไทย จากข้อมูลดัชนีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย จัดทำโดย สวทน. และกรมทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 7 ปี 2007-2013 ผลการศึกษาชี้ว่า การคิดค้นนวัตกรรมของไทยยังน้อย ส่วนใหญ่เป็นประเภทสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์มากกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และกระจายไปในหลายหมวดสินค้าประมาณครึ่งหนึ่งของสิทธิบัตรที่เอกชนได้รับเกิดขึ้นในบริษัทขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่สิทธิบัตรที่ภาครัฐได้รับมีจำนวนน้อยกว่ามาก

แต่ไทยยังมีความหวังคือ นวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 900 รายการ และประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ใน 5 หมวดสินค้าสำคัญ คือ 1) หีบห่อและภาชนะสำหรับการขนส่งหรือการขนย้ายสินค้า 2) ของใช้ในบ้าน 3) เฟอร์นิเจอร์ 4) อาคารและอุปกรณ์การก่อสร้าง และ 5) อุปกรณ์ของเหลว เครื่องใช้ในการสุขาภิบาลและเครื่องทำความร้อน

ขณะที่นวัตกรรมด้านการประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรอยู่ในระดับต่ำกว่าแบบแรกมาก เฉลี่ยเพียงปีละ 60 รายการในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดย 3 อันดับแรกที่จำแนกตามสาขาเทคโนโลยี คือ สาขาสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต (27%) สาขาการดำเนินงาน (25%) และสาขาวิศวกรรมเครื่องกล (18%) สะท้อนถึงสาขาเทคโนโลยีที่มีความเชื่อมโยงกับสาขาที่ไทยมีศักยภาพ แต่ยังมีระดับการคิดค้นนวัตกรรมด้านการประดิษฐ์ต่ำมาก และยังไม่ค่อยผสมผสานระหว่างนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เข้ากับนวัตกรรมด้านการประดิษฐ์คิดค้นหรือเทคโนโลยีเข้าด้วยกันได้

ในช่องทางที่สอง การพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จากสถิติดุลการชำระเงินทางเทคโนโลยีของไทย 4 ปี 2012-2015 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารพาณิชย์รายงานรายจ่ายการชำระเงินค่านำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศของบริษัทไทยเป็นรายเดือนรวบรวม โดย ธปท.ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ยปีละ 95,000 รายการถ้าคิดเป็นจำนวนบริษัทเฉลี่ยปีละ 3,800 บริษัท

ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมสาขาการผลิตที่มีรายจ่ายทางเทคโนโลยีสูงที่สุด 4 อันดับแรกตลอดช่วงที่ศึกษา (รูป 1) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของรายจ่ายทางเทคโนโลยีทั้งหมดของบริษัทไทย ได้แก่ การขุดเจาะปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติ การผลิตยานยนต์ ด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้อง และ การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์จะเห็นได้ว่ามีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ผลิตทั้งเพื่อการใช้ในประเทศและเพื่อการส่งออกรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และมีข้อสังเกตว่าอันดับแรกคือ สาขาการขุดเจาะปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ 3 อันดับที่เหลือมีแนวโน้มลดลง

ภาพในระดับบริษัทหากเราเลือกใช้ข้อมูลรายจ่ายการนำเข้านวัตกรรมปีล่าสุด 2014 และข้อมูลเงินจดทะเบียนของบริษัทจากอีกฐานหนึ่งซึ่งครอบคลุมมากกว่าปี 2015 จำนวนกว่า 4,000 บริษัทเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลภาคตัดขวาง (Cross Section Analysis) หาความสัมพันธ์ระหว่างรายจ่ายการนำเข้านวัตกรรมกับขนาดของบริษัทสรุปข้อค้นพบสำคัญ 2 ประการคือ (รูป 2)

1) ภาพรวมขนาดของบริษัทไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการกำหนดระดับการใช้จ่ายทางเทคโนโลยีของบริษัทไทย ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าเกือบเป็นศูนย์สะท้อนว่าไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็มีโอกาสจะซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของแต่ละสาขาหลักเป็นบวกแต่มีค่าแตกต่างกันมาก แสดงถึงความแตกต่างของการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในแต่ละสาขาการผลิต

และ 2) สาขาการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับยานยนต์ และสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม และการให้คำปรึกษาด้านเทคนิค มีนัยว่ายิ่งบริษัทขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีการนำเข้าเทคโนโลยีสูงขึ้น และเรายังพบว่าส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และปิโตรเลียม

ไทยยังไม่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้

จะเห็นได้ว่าผู้ซื้อเทคโนโลยีสำคัญรายใหญ่ทั้งค่าทรัพย์สินทางปัญญาและค่าการให้คำปรึกษาทางเทคนิคกระจุกอยู่ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้นและส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่โดยมีรูปแบบที่บริษัทลูกในไทยจ่ายค่าเทคโนโลยีกลับไปสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศ ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการถ่ายทอดเทคโนโลยีของบริษัทในไทย

แนวนโยบายเศรษฐกิจนวัตกรรม:เปิดกว้าง ผสมผสาน และร่วมมือ

จากผลการประเมินนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยล่าสุดปี 2015 ของ UNCTAD ชี้ว่าไทยยังมีข้อจำกัดด้านสถาบันเป็นหลัก ประกอบกับผลการศึกษานี้ อาจนำมาสู่ข้อเสนอทางนโยบายที่สำคัญเพื่อการขับเคลื่อนไทยไปสู่ ”เศรษฐกิจนวัตกรรม” ดังนี้ 1) ควรเปิดกว้าง กระจายโอกาสและจูงใจให้บริษัทขนาดเล็กและกลางซึ่งมีอยู่จำนวนมาก รวมถึงธุรกิจเกิดใหม่ (Start-ups) ลงทุนสร้างนวัตกรรมมากขึ้น เช่น ให้สิทธิประโยชน์ด้านเงินทุนและภาษี

2) ควรผสมผสานระหว่างนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เข้ากับนวัตกรรมด้านการประดิษฐ์คิดค้นหรือเทคโนโลยีเข้าด้วยกันให้มากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงระหว่างนวัตกรรมทั้งทั้งสองด้านดังกล่าวให้สนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทยให้มีมูลค่าสูงนอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ยังมีระดับการพัฒนานวัตกรรมไม่เด่นชัดนัก และ 3) ควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ บริษัท สถาบันการศึกษา หรืองค์กรอิสระอื่น ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการบริหารทรัพยากรด้านการวิจัย ทั้งเงินทุนและบุคลากรด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 เหนือสิ่งอื่นใดคงไม่มีทางลัดและสูตรสำเร็จที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและยังเป็นความท้าทายของเราที่ยังต้องเสาะหาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจไทยเอง

-------------------------

ดร.เสาวณี จันทะพงษ์

ขวัญรวี ยงต้นสกุล