นโยบายทางการเงินในปัจจุบันนั้นได้ทวีความซับซ้อนขึ้นมาก เรามีดอกเบี้ยที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นในซีกโลกหนึ่ง
ในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่งกลับกำลังปรับดอกเบี้ยลดลง และธนาคารกลางบางแห่งก็ได้ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบแล้วเสียด้วยซ้ำ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เหล่านักลงทุนควรจะเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในภาพรวม
การลดอัตราดอกเบี้ยลงจะมีผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจใน 3 ลักษณะ เดิมทีการลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยเพิ่มอัตราการกู้ยืมให้สูงขึ้นตามแบบฉบับทฤษฎีอุปสงค์อุปทานซึ่งปกติแล้วหากต้นทุนในการกู้ยืมลดต่ำลง ความต้องการในการกู้ยืมก็มักจะเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหามีอยู่ว่าการกู้ยืมนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของดอกเบี้ยหรือต้นทุนในการกู้เท่านั้น ทว่าขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้กู้และผู้ให้กู้ เพราะผู้กู้นั้นต้องมั่นใจกับอนาคตของตัวเองเสียก่อน และผู้ให้กู้ก็ต้องมั่นใจในอนาคตของผู้กู้ไม่ต่างกัน เพราะหากขาดความเชื่อมั่นในลักษณะนี้แล้ว อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงก็คงไม่อาจเพิ่มการกู้ยืมได้เท่าไรนัก
นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็อาจจะลดการออมลงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่ช่วยเพิ่มการกู้ยืมเพราะในกรณีนี้ความเชื่อมั่นในอนาคตไม่มีบทบาทมากนัก ถ้าผู้ออมพบว่าจะได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำลง เขาอาจคิดว่า “ฉันเอาเงินไปใช้จ่ายเสียดีกว่าเพราะเก็บไว้ก็ใช่ว่าจะมีผลอะไร” แต่ถึงอย่างนั้นก็มีข้อยกเว้นอยู่เช่นกัน อย่างในกรณีที่ผู้ออมคิดว่า ถ้าจะออมเงินก็จะออมเพื่อใช้จ่ายในอนาคต เช่นการออมเงินเพื่อซื้อรถหรือสำหรับทริปวันหยุดต่างๆ การเก็บเงินในจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้น ถ้าหากได้รับดอกเบี้ยลดลง (ดังนั้นผมก็จะชะลอการใช้เงินของผมออกไป)
ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยลงยังรวมไปถึงการทำให้เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมอีกด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะนำรายได้ของคนที่มีเงินออมไปให้กับคนที่มีหนี้สินแทน เช่นการที่ธนาคารกลางของอังกฤษดูเหมือนจะลดดอกเบี้ยลงในเดือนสิงหาคมนี้ ก็จะทำให้คุณพ่อของผมไม่มีความสุขเท่าไรนัก เพราะท่านมีเงินฝากอยู่จำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวกลับทำให้ผมมีความสุขเพราะผมมีหนี้เงินกู้ซื้อบ้านเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว กลายเป็นว่าธนาคารกลางของอังกฤษกำลังลดรายได้ของพ่อผมและมาเพิ่มรายได้ให้กับผมแทน (แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผมในขณะที่พ่อของผมย่อมไม่เห็นด้วย)
คำถามที่ตามมาคือถ้าการลดอัตราดอกเบี้ยสามารถช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจได้จริง ทำไมเราจึงไม่ปล่อยให้มันติดลบไปเสียล่ะ เหตุผลหลักซึ่งชาวสวิส สวีเดน และเดนมาร์กได้ค้นพบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และชาวญี่ปุ่นเองก็คงกำลังจะได้คำตอบในไม่ช้า เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบนั้นไม่ได้หมายความว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการสร้างภาระภาษีแก่ธนาคารและผู้ที่มีเงินฝากจำนวนมากแทนต่างหาก
ตามกฎหมายแล้วธนาคารต่างๆ จะต้องมีเงินฝากประจำไว้ที่ธนาคารกลาง ด้วยเหตุนี้อัตราดอกเบี้ยติดลบสำหรับเงินฝากดังกล่าวย่อมสร้างภาระแก่ธนาคารเหล่านั้นเพราะต้องชำระเงินให้กับธนาคารกลางซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาล ภาระหน้าที่ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นการเสียภาษีนั่นเอง
ดังนั้นหากดอกเบี้ยที่ติดลบเป็นเสมือนภาษีก็ย่อมให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการขึ้นภาษี ซึ่งโดยปกติแล้วมาตรการดังกล่าวไม่สามารถนับเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
ธนาคารสามารถผลักภาระอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบให้กับบรรดาลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องฝากเงินสดไว้กับธนาคารอย่างไม่มีทางเลือกส่วนลูกค้ารายย่อยเองก็สามารถเลี่ยงผลกระทบได้โดยการถือเงินสดไว้แทน และอุปสงค์ในธนบัตรมูลค่าสูงๆ ของเหล่าประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบนั้นก็ชี้ให้เห็นความต้องการถือเงินสดที่เพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้ารายใหญ่ของธนาคารอาจจะพยายามเลือกลดการครอบครองเงินสดลงในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยติดลบเช่นนี้ ด้วยการใช้จ่ายหรือนำออกให้กู้ยืมซึ่งก็อาจจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เช่นกัน
สรุปแล้วการลดอัตราดอกเบี้ยจึงควรส่งผลต่อเศรษฐกิจในเชิงบวก แม้ว่าผลกระทบที่ตามมาจะแตกต่างกันออกไปแต่ในขณะเดียวกันผลของอัตราดอกเบี้ยติดลบกลับยังไม่ชัดเจนว่า จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจเนื่องจากขึ้นอยู่กับว่า ผลจากการลดเหตุจูงใจในการออมจะสามารถหักล้างผลของอัตราดอกเบี้ยติดลบที่ถูกมองในฐานะภาษีได้หรือไม่ และเหล่านักลงทุนเองก็ควรคำนึงถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ เพราะอัตราดอกเบี้ยนั้นจะยังคงเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามวัฏจักรทางการเงินเช่นนี้ต่อไป






