สำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) เตรียมเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 (2560-2564) เพื่อเป็นแผนพัฒนาต้นแบบ และทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะ5 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดของร่างแผนฯฉบับนี้ จะเห็นทิศทางชัดเจนว่า จากนี้ประเทศไทยจะพัฒนาไปในทิศทางใด แม้ว่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงอาจมีความแตกต่างจากแผนที่วางไว้ เพราะเป็นเรื่องปกติทั่วไปอยู่แล้วที่เราไม่อาจทำได้ตามแผนที่วางไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
ประเด็นที่น่าสนใจของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้ คือ การมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก โดยมุ่งหวังว่าหากทุกอย่างดำเนินตามแผน ทั้งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภาครัฐ และการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศ ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนฯก็เชื่อว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจะยกระดับไปอีกขั้น โดยสศช.มีเป้าหมายเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางเข้าสู่ประเทศมีรายได้สูง
แต่การร่างแผนฯของสศช.ในครั้งนี้ แทบจะเป็นประเพณีปฏิบัติเดียวกับแผนครั้งก่อนๆ กล่าวคือ มีการกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาทางการเมืองเอาไว้น้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย ทั้งๆที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยคำว่าสังคมของสศช.ก็จำกัดในเรื่องการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งมีการกล่าวถึงในแทบทุกด้าน แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงในเรื่องการเมือง ทั้งการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ประหนึ่งว่าการเมืองของประเทศไม่มีความเกี่ยวพันใดๆกับส่วนอื่นของสังคม ทั้งๆที่การเมืองถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อส่วนอื่น
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือทำไมสศช. จะไม่สามารถจัดทำแผนในเรื่องทางการเมือง ทั้งๆที่การเมืองจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศในระยะถัดจากนี้ไป อีกทั้งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งว่าสศช. มีแผนเรื่องผลกระทบทางสังคมในรูปแบบใหม่ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ หรือ การปฏิวัติระบบสารสนเทศ(ไอที) ที่กำลังรุกเข้าสู่ท้ายครัวของคนไทยทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยแผนของสศช.เน้นหนักไปด้านที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่เท่านั้น โดยละเลยอีกด้านที่เป็นผลกระทบ
แน่นอนว่าในการพัฒนาทางการเมืองของประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและเป็นเรื่องยากมากในการกำหนดทิศทาง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของผู้คนที่มีวิถีชีวิตต่างๆกันไป แต่ก็น่าจะมีการกำหนดเป็นทิศทางหลักๆที่ต้องมุ่งพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะการพัฒนาคนของประเทศซึ่งถือเป็นพื้นฐานหลักทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ แต่การพัฒนาคนตามแผนพัฒนาฯก็มุ่งไปในเรื่องการป้อนกำลังแรงงานเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ตัดขาดการเตรียมคนสำหรับในเรื่องทางสังคมและการเมืองของประเทศ
เราเห็นความการเตรียมความพร้อมเรื่องคน ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเตรียมรับสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ได้ อาทิ การก่อการร้าย ภัยจากโลกไซเบอร์ รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งคำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือเราเตรียมความพร้อมการพัฒนาคนแค่ไหน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลปฏิรูปหลายด้าน แต่ในเรื่องการศึกษาถือว่าทำได้น้อยมาก ในขณะที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจเราแทบจะต้านทานการพัฒนาของโลกไม่ได้และจำเป็นต้องทำตามกระแสเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่ในขณะที่ประเด็นทางสังคมการเมืองเราสามารถทำได้ แต่เราทำกันอย่างจริงจังหรือไม่ในการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังเริ่มต้นอย่างเข้มข้น






