บ่ายนี้ควรทำอะไรดี?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเรียบเรียงข้อเขียนจากนิตยสาร Fast Company ที่เขาไปรวบรวมผลงานวิจัยต่างๆ ไว้ว่า
แต่ละช่วงเวลาของวัน เราควรจะทำกิจกรรมอะไรบ้างแล้วก็จบลงที่ 10.00 น. สัปดาห์นี้เลยมาขอต่อนะครับว่าแล้วหลังจาก 10.00 น. ไปจนถึงเย็นๆ เราควรจะทำอะไรดี?
เรามาเริ่มกันที่เวลา 11.00 น.กันนะครับ มีงานวิจัยที่ระบุว่าช่วงเวลาดังกล่าวเหมาะกับการคิดถึงสิ่งต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการคิดในเชิงกลยุทธ์หรือการวางแผนสำหรับปีต่อๆ ไป หรือการตั้งงบประมาณสำหรับปีหน้า ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวอุณหภูมิในร่างกายเราจะเพิ่มสูงขึ้นและจะทำให้เรามีความตื่นตัวมากขึ้นส่งผลให้สมองสามารถประมวลผลและข้อมูลต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่สมองของเราอย่างเดียวนะครับ สมองของเพื่อนร่วมงานก็จะมีความตื่นตัวเพิ่มขึ้นด้วยครับ
ดังนั้นถ้าเราจะทำกิจกรรมพวกระดมสมอง หรือ Brainstorm ช่วงเวลาดังกล่าวก็จะเหมาะสมที่สุด แต่ก็อย่าให้เลยช่วงเที่ยงไปนะครับ เพราะมีงานวิจัยอีกชิ้นที่ระบุว่าตั้งแต่เที่ยงจนกระทั่งถึง 4 โมงเย็นจะเป็นช่วงที่สมองของเราสามารถถูกดึงดูดความสนใจไปได้ง่ายสุดครับ หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นช่วงที่สมาธิเราหลุดมากที่สุด
หลังผ่านพ้นอาหารเที่ยงไปแล้ว เชื่อว่าทุกท่านคงทราบเหมือนกันว่าเป็นช่วงที่สมองและความสามารถในการทำงานของเราตกต่ำลงสุด สาเหตุหลักๆ นั้นก็เนื่องจากช่วงหลังเที่ยงเป็นช่วงที่ระดับพลังงานของเราลดต่ำสุด (โดยเฉพาะช่วงระหว่าง 13.00-15.00 น.) ดังนั้นงานที่จะทำในช่วงดังกล่าวควรจะเป็นงานที่ไม่ต้องใช้สมาธิหรือพลังงานมากนัก ดังนั้นแทนที่จะพยายามฝืน (ไม่ให้หลับ) ในช่วงเวลาดังกล่าว เราควรจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการทำงานที่ไม่ต้องอาศัยสมาธิมากนักครับ
แต่ถ้ามีกรณีที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะต้องนัดหรือเรียกประชุมในช่วงบ่ายที่แสนจะง่วงนอนนั้น ก็มีข้อแนะนำอีกครับว่าควรจะนัดหรือเรียกประชุมในเวลาที่แปลกๆ ครับ เช่นแทนที่จะนัดประชุมเวลา 14.00 น. ก็นัดประชุมเวลา 14.14 น.แทน ส่วนสาเหตุนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากว่าจะเป็นการเรียกร้องความสนใจของคน และมีงานวิจัยที่พบว่าการนัดประชุมในเวลาที่แปลกๆ นั้นจะทำให้คนมีความพยายามที่จะมาประชุมให้ตรงเวลามากกว่าเดิม เนื่องจากสาเหตุหลักคือความอยากรู้อยากเห็นครับ
ทีนี้เมื่อเราเข้าห้องประชุมแล้ว กรุณาอย่าหรี่ไฟนะครับ ยิ่งถ้าสามารถเปิดไฟให้สว่างได้เท่าไรจะยิ่งดีครับ เนื่องจากการที่เราเผชิญแสงไฟสลัวๆ ก็กระตุ้นให้เราหลั่งสารเมลาโทนินมากขึ้น ซึ่งเจ้าสารดังกล่าวก็จะทำให้เราง่วงนอนและพร้อมจะหลับ ดังนั้นในห้องประชุมเราต้องอย่าหรี่ไฟหรือทำให้ไฟสลัวๆ นะครับ ถ้าเราไม่มีทางเลือกเช่นจะต้องประชุมในห้องที่ไม่มีกระจกหรือแสงไฟจากธรรมชาติเข้ามา วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือให้มีการเดินประชุมแทนครับ
พอมาถึงตอนเย็น 16.00 น. เป็นช่วงที่พลังงานเราเริ่มหมดลงเรื่อยๆ ครับเนื่องจากเราได้ใช้พลังงานไปกับงานต่างๆ ตลอดทั้งวันแล้ว นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่าช่วง 16.00 น.เป็นช่วงที่ไม่ควรจะทำการสัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้สัมภาษณ์หรือผู้ถูกสัมภาษณ์ งานวิจัยดังกล่าวพบว่ามีคนห้าคนที่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการมาสัมภาษณ์ในเวลาที่แตกต่างกัน บุคคลที่ได้รับการสัมภาษณ์เป็นคนสุดท้าย (ตอนเย็นๆ) กลายเป็นบุคคลที่ได้รับผลการประเมินออกมาแย่ที่สุดครับ ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวแทนที่จะต้องทำงานที่อาศัยสมาธิหรือการตัดสินใจเยอะๆ อาจจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เราจะทำต่อไปในวันรุ่งขึ้นก็ได้ครับ
มาถึงตอนค่ำๆ แล้วครับมีงานวิจัยที่พบว่าช่วงเวลา 19.00 น. กลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับเรื่องของการคิดสร้างสรรค์ครับ เนื่องจากงานดังกล่าวพบว่าเราจะทำสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ดีที่สุดเมื่อเราเหนื่อย ดังนั้นค่ำๆ หลังจากงานหนักทั้งวันจึงอาจจะกลายเป็นช่วงเวลาที่เรากระตุ้นให้พนักงานได้คิดนอกกรอบกันได้มากที่สุดนะครับ
เนื้อหาในสองสัปดาห์นี้ไม่ได้เป็นคัมภีร์ที่ต้องปฏิบัติตามนะครับ เพียงแค่ลองพิจารณาและปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคลก็เพียงพอแล้วครับ




