การติดตามสดับตรับฟังเหตุการณ์ “เบร็กสิท” (Brexit) ที่คนอังกฤษลงประชามติให้ออกจากสหภาพยุโรป
ทำให้ได้เห็นมุมใหม่สำหรับวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของเราเองในวันที่ 7 สิงหา เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์ดูหนังตัวอย่าง แล้วย้อนดูตัว จากที่ผู้เขียนมีแต่หาข้อมูลเพื่อตัดสินใจสำหรับวันลงประชามติ 7 สิงหา เช่นร่างฯดีหรือไม่ดีอย่างไร ไม่ได้มองเลยไปหลังจากวันนั้น
การทำความเข้าใจ “เบร็กสิท” จากการวิเคราะห์ของสื่อจากบีบีซี และจากแหล่งอื่น ได้กระตุกให้มอง “ข้ามช็อต” ไปถึงผลที่จะเกิดหลังจากวันลงประชามติผ่านไป ด้วยไม่ว่าจะ “เบร็กสิท” หรือการลงประชามติอื่นใด จะชนะหรือแพ้ด้วยคะแนนเสียงกี่เปอร์เซ็นต์อย่างไร ย่อมมีผลชี้เป็นชี้ตายประเทศก็ต้องเดินไปตามนั้น จะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ตาม จะมาทำยักเยื้องหรือทำประชามติใหม่ ไม่ได้ “ออกเป็นออก” (“Brexit means Brexit”) ถึงประชาชนคนอังกฤษอีกจำนวนมากเกือบพอๆ กันที่เห็นต่างจากเสียงประชามติ อยากให้คงอยู่ต่อไปกับสหภาพยุโรป ที่คนกลุ่มนี้จะยอมรับจะทำใจได้แค่ไหน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องหรือมีเวลาจะมาทำอ้อยสร้อยสมานความเข้าใจกันแม้แต่สักวินาทีเดียว กระทั่งแม้จะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ในบรรดานักการเมืองนักรณรงค์ผู้เสียงดังฟังชัดว่า ให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป แต่เมื่อถึงเวลาต้องแสดงวิสัยทัศน์ว่าจะออกอย่างไร หรือทำหน้าที่นำพาประเทศเดินไปในทิศทางที่ว่านั้น ประดาท่านๆ กลับเดินลงจากเวทีไม่ทำงานเสียดื้อๆ แบบนี้ก็รวนก็ป่วน ค่าเงินปอนด์ดิ่งลงอย่างหนักรอบสามสิบปี
ผู้เขียนเริ่มได้คิดว่า การมีวิสัยทัศน์ว่า จะออกหรือไม่ออก จะเอาหรือไม่เอาอะไรนั้น ที่สำคัญพอๆ กับเหตุผลที่มีมาก่อนหน้าว่าทำไมจึงออกหรือไม่ออก ทำไมจึงเอาหรือไม่เอา คือ ผลของการตัดสินใจเช่นนั้นว่าจะนำไปสู่อะไร ต้องมีความเข้าใจมีแนวทางชัดเจนว่าจะบริหารจัดการรับมือหลังตัดสินใจอย่างไร จำต้องคิดถึงผลที่จะเกิดหลังการลงประชามติด้วย
รัฐบาลที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศชัดเจนว่าถึงประชาชนจะลงมติอย่างไร รับหรือไม่รับร่างฯ การเลือกตั้งก็จะมีขึ้นอยู่ดี หมายความว่าอย่างไร เราประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ตลอดจนนักการเมืองหรือแม้แต่ข้าราชการชนชั้นบริหารและการปกครองเข้าใจกันว่าอย่างไร มอง “ข้ามช็อต” วันที่ 7 สิงหาคมหรือไม่
การวิเคราะห์เหตุการณ์ “เบร็กสิท” ที่น่าฟังก็คือ พลโลกจำนวนมากขณะนี้ แม้ในประเทศร่ำรวยได้ชื่อว่ามีประชาธิปไตย “แม่แบบ” เช่นอังกฤษ สหรัฐ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอารมณ์คล้ายกัน คือไม่พอใจถึงขั้นโกรธแค้นกับความเป็นอยู่ที่คนจนยิ่งจน คนรวยยิ่งรวย (ซึ่งก็เกิดขึ้นด้วยในประเทศกำลังพัฒนา มี”ประชาธิปไตย” ครึ่งๆกลางๆ อย่างในบ้านเราที่นับวันความรวยยิ่งกระจุก ความจนยิ่งกระจาย) ต่างรู้สึกเหม็นเบื่อนักการเมืองการปกครองที่สืบสานความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจนหยั่งรากลึกในสังคม
ช่ว 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำในสหรัฐมีอาการหนักมากกว่าประเทศใดๆ ในยุโรป การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐก็ได้แสดงให้เห็นตั้งแต่เริ่มรณรงค์หาเสียงและยิ่งมากขึ้น ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน และฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต ที่ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้นำเอาความโกรธ ไม่พอใจของประชาชนต่อสภาพความไม่เท่าเทียมกันทั้งทางเศรษฐกิจสังคม ผิวสี เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญทุกขั้นตอน โดยอาจไม่ได้คิดลึกซึ้งถึงผลภายหลังว่า เมื่อ “(กู)ไม่เอาอย่างนี้ และเอาอย่างนั้น แล้ว(กู)จะไปเจออะไร“
แบบเดียวกับที่ประชาชนคนอังกฤษจำนวนมากได้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นการแสดงความไม่พอใจ ความโกรธต่อชนชั้นนักการเมืองอภิสิทธิ์ชนที่มักสืบสายมาจากโรงเรียนผู้ดีมีสตังค์ชื่ออีตัน (Eton) รวมถึงความรู้สึกไม่มั่นคงและความกลัวที่จะเปิดให้มีผู้อพยพเข้าประเทศ โดยไม่ได้คิด “ข้ามช็อต” ไปถึงอนาคตว่าเมื่อตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปแล้ว จะไปเจออะไร จะทำอย่างไรต่อไป
ผู้เขียนอยากฟังอยากรู้มากเลยว่า ถ้าเราลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหา อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป และถ้าเปรียบเทียบกับการรับ จะแตกต่างกัน ดีหรือไม่ดีอย่างไร ใครรู้ช่วยแสดงความรู้ด้วยด่วนจี๋ จะเป็นวิทยาทานอย่างยิ่ง









