Good things come to those who wait…!
เคยได้ยินประโยคที่ว่า “Good things come to those who wait.” หรือคุยกันง่ายๆ ว่า “สิ่งที่ดีย่อมเกิดกับผู้ที่รู้จักรอ” กันไหมคะ แนวคิดใช้ได้ในหลายเรื่อง รวมทั้งการบริหารจัดการเงินหรือการลงทุนด้วยค่ะ
เมื่อเข้าเรื่องลงทุน สิ่งแรกที่นักลงทุนมักจะนึกถึงคงหนีไม่พ้น “หุ้น”อาจเป็นเพราะได้ยินได้ฟังตามสื่อบ่อยๆ ที่สำคัญ ตัวเลขผลตอบแทนที่อ้างถึงกันในช่วงเวลาต่างๆ ล้วนแต่สูงจนดึงดูดใจใครหลายคนได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในภาวะที่ดอกเบี้ยเงินฝากมีแต่ปรับลดลง
ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงมีนักลงทุนหุ้นหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ตัดสินใจดึงเงินเก็บส่วนหนึ่งออกมาตั้งเป็นเงินก้นถุงหวังจะหากำไรจากตลาดหุ้น เห็นตัวอย่างได้จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่สถิติการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นโตขึ้นมากกว่าเท่าตัวภายในเวลาเพียง 5 ปี จากจำนวนนักลงทุนที่เปิดบัญชีในเดือนพ.ค. 2554 ที่ 579,827 บัญชี เพิ่มขึ้นเป็น 1,289,698 บัญชี เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ความตื่นตัวของการลงทุนในหุ้นนี้ ยังไม่รวมบัญชีลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างๆ ที่นำเงินไปซื้อหุ้นในตลาดต่างประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น
เรามาดูเรื่องผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่ว่าสูงกันก่อน ว่ากำไรกันประมาณไหน ขอใช้ตัวอย่างจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ของโลก เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะมีข้อมูลย้อนหลังนาน ครบทุกช่วงวงจรเศรษฐกิจทั้งเฟื่องฟูและวิกฤติ ดูที่ดัชนี S&P500 ในช่วง 6 ปี นับจากปี 2552-2557 ที่สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำถึง 224% หรือเฉลี่ยประมาณ 14% ต่อปี เลยทีเดียว ถ้าเทียบดูแล้ว นักลงทุนที่ยังไม่เริ่มลงทุนในหุ้น ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นวางเงินไว้ในบัญชีเงินฝากซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ประมาณ 0.7-2.7% เท่านั้น ทำให้หลายคนอึดอัด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของรายได้ดอกเบี้ยไม่พอสู้กับค่าครองชีพที่แพงขึ้นทุกวัน หรือเคยได้มากกว่านี้ หรืออยากได้กำไรเหมือนนักลงทุนคนอื่นบ้าง แค่เพียง 2-3 เหตุผลนี้ ก็ดึงเงินจากกระเป๋านักลงทุนให้เริ่มเข้าตลาดหุ้นได้ไม่ยาก
แต่เดี๋ยวก่อน สังเกตเวลาเราขอเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นหรือลงทุนในกองทุนรวมไหมคะ เจ้าหน้าที่บริษัทหลักทรัพย์หรือธนาคารที่เดินเรื่องให้ จะให้กรอกเอกสารหลายชุด รวมทั้งแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม รวมทั้งคำอธิบายถึงลักษณะการลงทุนนั้นๆ ประโยคติดหู คือ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน และ High risks, High “expected” returns (ความเสี่ยงที่สูงย่อมนำมาซึ่งผลตอบแทนที่คาดหวังสูง) เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่าลงทุนแล้วจะไม่ขาดทุนหรือจะได้กำไรมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนที่เข้าตลาดหุ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2551 มักจะเห็นภาพหุ้นขึ้นมากกว่าหุ้นตก จึงไม่ค่อยให้ความสนใจกับ “เอกสารและคำอธิบายเรื่องความเสี่ยง”
จุดหักเหเริ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2558 จากตลาดหุ้นทั่วโลกที่กำลังไปได้ดีและดูเหมือนจะขึ้นต่อ เกิดกลับลำอย่างรวดเร็ว ใช้ระยะเวลาเพียง 8 เดือน ตั้งแต่ก.ค. 2558 ถึงก.พ. 2559 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง 12% ขณะที่ตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่นในช่วงเดียวกันนั้นก็ปรับตัวลงแรงถึง 32% และ 27% ตามลำดับ ด้วยสภาพพอร์ตของนักลงทุนที่ขาดทุน คำถามที่อยู่ในใจทุกคนคงหนีไม่พ้น “จะได้ทุนคืนไหม” “ ต้องรออีกนานแค่ไหน” ที่ตัวเลขแดงเหล่านี้จะกลับมาเป็นเขียว หรือขอแค่ทุนคืน
ลองมาดูราคาย้อนหลังของดัชนี S&P500 ตามรูป จะพบว่าระยะเวลาการลงทุนในหุ้นมีความสอดคล้องกับความสม่ำเสมอของผลตอบแทน คือยิ่งลงทุนนานขึ้น ความผันผวนของผลตอบแทนจะต่ำลง ยิ่งระยะเวลาลงทุนสั้นเท่าใด ความตื่นเต้นทั้งขาขึ้นและขาลงจะเพิ่มขึ้น เห็นได้จากเส้นกราฟ 12 ปีที่แกว่งตัวขึ้นลงน้อยที่สุด นอกจากนี้ ในกรณีที่ 1 หากท่านลงทุนและถือครองหุ้นตามดัชนี S&P500 ได้นานถึง 12 ปี จะไม่มีช่วงระยะเวลาใดเลยที่จะมีผลตอบแทนติดลบ แม้ว่าท่านจะถือครองสิ้นสุดในปี 2008 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ดัชนีในขณะนั้นปรับตัวลงแรงถึง 37% แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากท่านลงทุนได้นาน 5 ปี ซึ่งก็คือกรณีที่ 2 ท่านจะมีผลขาดทุนได้สูงสุด 7% โดยประมาณ คือในปี 2008 และในกรณีที่ 3 หากท่านลงทุน และถือครองเพียง 1 ปี ท่านอาจขาดทุนถึง 43% ในปีที่แย่ที่สุดได้
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเวลาต่างๆ ตั้งแต่ปี 2503
ที่มา: KPB Research
นี่เป็นเพียงบทพิสูจน์หนึ่งของ “สิ่งที่ดีย่อมเกิดกับผู้ที่รู้จักรอ” แล้วพบกันใหม่ค่ะ






