ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมนำบริการ
โอนเงินและรับโอนเงินแบบใหม่ “พร้อมเพย์ –PromptPay” ซึ่งเป็นบริการที่ภาคธนาคารร่วมมือกันพัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนโครงการระบบการชำระเงินแบบ “Any ID” ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติของรัฐบาล โดยจะเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ก่อนจะเริ่มให้บริการในเดือนต.ค. ซึ่งหวังว่ารูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจโอนเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
แต่ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ คือเรื่องความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัว และมาตรการป้องกันว่าระบบดังกล่าว จะสามารถทำได้หรือไม่ แม้ว่าธนาคารพาณิชย์และธปท.มั่นใจว่าระบบดังกล่าวมีความปลอดภัย อีกทั้งมีการขยายประเด็นเรื่องข้อมูลส่วนตัวและประเด็นเรื่องสิทธิพื้นฐานของประชาชน รวมไปถึงความวิตกว่าจะมีการบังคับใช้ทุกคนต้องใช้ระบบนี้ จนขณะนี้เกิดความสับสนไปทั่วว่าระบบที่จะนำไปมาใช้เป็นอย่างไรกันแน่ และจะส่งผลดีต่อประชาชนจริงหรือไม่
ธปท.ได้ชี้แจงในช่วงที่มีการประกาศว่าจะนำระบบพร้อมเพย์มาให้บริการว่า “จะช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถโอนเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้นโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ และ/หรือเลขประจำตัวประชาชนแทนการระบุเลขที่บัญชีเงินฝากของผู้รับเงิน“ และ ”ในระยะแรกจะเปิดให้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลทั่วไปก่อนและสำหรับนิติบุคคลจะเปิดให้บริการในช่วงต่อไปและในอนาคตหน่วยงานภาครัฐจะสามารถโอนเงินสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ และเงินคืนภาษีให้กับประชาชนผ่านบริการพร้อมเพย์ด้วย”
บริการดังกล่าวไม่ได้เป็นการบังคับ แต่เป็นเรื่องของความสมัครใจ ซึ่งหากใครสนใจบริการระบบนี้ก็สามารถไปลงทะเบียนกับธนาคารพาณิชย์ และหากต้องการยกเลิกก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความพยายามใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นโครงการนำร่องในเบื้องต้นก่อนจะมีบริการเต็มรูปแบบตามนโยบายอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ แต่ความสำเร็จของระบบดังกล่าวก็ขึ้นกับว่ามีคนใช้มากน้อยแค่ไหน และระบบนี้จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือไม่
อันที่จริง การต่อต้านหรือไม่ยอมรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดการในชีวิตประจำวันถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในทุกเรื่อง ซึ่งจะมีทั้งคนที่มีความเชื่อถือเทคโนโลยีและคนไม่เชื่อมั่น อีกทั้งระบบนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทองด้วยแล้วก็ยิ่งมีความอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ ดังนั้น การใช้ระบบดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเคยชินกับระบบธนาคารแบบเดิมที่มีมานาน แต่ก็ดูเหมือนว่ากระแสการพัฒนาเทคโนโลยีจะมีทิศทางไปทางนั้นตามความซับซ้อนทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ
การผลักดันระบบลักษณะนี้เชื่อว่าต่อไปจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการทำให้ทุกอย่างมีความเป็นดิจิทัล ในชีวิตประจำวันของผู้คนนับวันจะมากขึ้นตามลำดับ แต่เมื่อระบบนี้ยังต้องพัฒนาต่อไปเพราะเป็นทิศทางของระบบเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องเป็นระบบที่ประชาชนต้องยอมรับด้วย ซึ่งการปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง จึงจำเป็นต้องเปิดทางเลือกให้ประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องไม่มีการออกแบบหรือกลไกใดๆให้คนรู้สึกว่าเป็นการบังคับให้ใช้ระบบนี้ ซึ่งเราเชื่อว่าหากระบบดังกล่าวดีจริง และประชาชนเห็นประโยชน์อย่างแท้จริงแล้ว ในที่สุดระบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจไทย






