วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสียงจากประชาชนเอเชียและยุโรปผ่าน Asia-Europe People’s Forum

ตอนนี้อยู่ที่ Ulaanbaatar เมืองหลวงของประเทศมองโกเลีย ซึ่งปีนี้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Asia-Europe

People’s Forum ครั้งที่ 11 หรือ AEPF11 อันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มประชาสังคมและองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐจากภูมิภาคเอเชียและยุโรปกว่า 500 คน เพื่อหารือและแชร์วิสัยทัศน์เกี่ยวกับความสัมพันธ์เอเชียและยุโรป เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเพื่อไปนำเสนอแก่ผู้นำเอเชียและยุโรป 53 ประเทศ/องค์กร ที่จะมาร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียยุโรปหรือ ASEM11 ที่มองโกเลียในช่วงกลางเดือน ก.ค. ศกนี้

ปีนี้ APEF จัดในหัวข้อเรื่อง Building New Solidarities: Working for Inclusive, Just and Equal Alternatives in Asia and Europe

เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้มีโอกาสมาประชุม AEPF หลังจากครั้งก่อนจัดไปเมื่อสองปีที่แล้วที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และประทับใจกับสปิริตของกลุ่มประชาสังคมและกลุ่มองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ (NGOs) ที่เดินทางมาจากสองภูมิภาคเพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นอย่างแข็งขัน เกี่ยวกับอนาคตความร่วมมือของสองภูมิภาค

ในปีนี้ AEPF ที่มองโกเลียได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ และมีกลุ่มประชาสังคมมองโกเลียเองหลายร้อยองค์กรมาเข้าร่วม ไม่ใช่เฉพาะแขกที่มาจากต่างประเทศเท่านั้น คงเป็นเพราะว่ามองโกเลียถือเป็นประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังเติบโต และการมีสิทธิมีเสียงและการแสดงความเห็นของประชาชนและกลุ่มประชาสังคมเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ

ที่สำคัญ ประธานาธิบดีมองโกเลีย Tsakhiagiin Elbergorj มาร่วมเปิดการประชุมเอง พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยได้กล่าวยืนยันถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าเป็นหัวใจหลักของการบริหารประเทศและบทบาทของมองโกเลียในฐานะ Intersection (ท่านไม่บอกว่า Hub นะ) ระหว่างเอเชียกับยุโรป

นอกจากนั้น ประธานาธิบดีเน้นว่าในขณะที่ทุกประเทศต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนผ่าน เพื่อไปสู่การพัฒนาในกระบวนการดังกล่าวไม่ใช่แต่เพียงภาครัฐเท่านั้นแต่กลุ่มประชาสังคมและองค์การที่ไม่ใช่ภาครัฐต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันประเทศไปสู่การพัฒนาดังกล่าว ประธานาธิบดีบอกว่า ที่มองโกเลีย “คุณไม่ต้องกระซิบกระซาบ คุณสามารถออกเสียงและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่”

นอกจากนั้น ยังมีอีกหลากหลายประเด็นที่กลุ่มประชาสังคมเอเชียและยุโรปให้ความสำคัญ และนำมาเป็นประเด็นหลักในการหารือ ตั้งแต่การมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย ความยุติธรรมด้านสังคมและการค้า ความเท่าเทียมกันทางเพศ สิทธิมนุษยชน สิทธิของชนกลุ่มน้อย ครอบคลุมไปจนถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน การดำเนินการค้าและการลงทุนอย่างเท่าเทียมด้านสังคม การเข้าถึงทรัพยากรน้ำ การมีส่วนร่วมของเยาวชนในระบอบประชาธิปไตย

ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาคธุรกิจ ก็มีการหารือเรื่องการบทบาทของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ กับผลกระทบของการควบคุมและครอบงำระบบเศรษฐกิจ การเจรจาเขตการค้าเสรีต่งๆ รวมทั้งผลกระทบด้านสังคม โดยเฉพาะต่อประชาชนกลุ่มรากหญ้าและชนกลุ่มน้อย รวมถึงมีการหารือเรื่องการสร้างความร่วมมือและ capacities building ของสหภาพแรงงานและกลุ่มผู้แทนแรงงานในการเจรจาต่อรองกับนายจ้างในระบบ global supply chains เพื่อยกระดับด้านแรงงานและ working conditions ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมประมง

สำหรับประเทศไทย ก็มีผู้แทนจากกลุ่มประชาสังคมหลายกลุ่มเข้าร่วมการประชุมด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากประชาชนกลุ่มรากหญ้า นักศึกษา หรือ NGOs และมีการหารือเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมและการออกเสียงของประชาชน freedom of speech การพัฒนาชนบทและการกระจายรายได้ไปยังชนบท สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยเฉพาะของประชาชนกลุ่มรากหญ้า และผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจหลายๆ ด้านต่อประชาชน ซึ่ง final declaration ที่สรุปจากการประชุม AEPF11 ครั้งนี้จะได้รับการนำเสนอต่อผู้นำเอเชียและยุโรปในปลายสัปดาห์นี้ที่มองโกเลีย

สำหรับกลุ่มประชาสังคมแล้ว เป้าหมายของการประชุม AEPF คือการสนับสนุนการรวมตัวกันของกลุ่มประชาสังคมจากสองภูมิภาค เน้นการเปิดโอกาสให้มีการหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้าง dialogue ระหว่างกันอย่างเสรี เปิดกว้าง และสร้างสรรค์ที่สำคัญเป็นการสร้างความเชื่อมโยงและส่งข้อเรียกร้องจากภาคประชาสังคมสู่ภาครัฐ

เราคงต้องติดตามว่ากลุ่มประชาสังคมเอเชียและยุโรปจะนำเสนอข้อเสนอและวิสัยทัศน์อะไรใหม่ๆ และดีๆ ให้แก่ผู้นำเอเชียและยุโรปบ้างในปลายสัปดาห์นี้ติดตามได้ที่

การประชุม AEPF ปี 2559 จะจัดควบคู่ไปกับการประชุมผู้นำสุดยอดเอเชียและยุโรปหรือ Asia-Europe Meeting (ASEM) Summit ซึ่งปีนี้จะจัดที่มองโกเลียเช่นกันในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้

การประชุม ASEM จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี การประชุม ASEM ครั้งแรกประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศเจ้าภาพ จัดขึ้นในปี 2539 ที่กรุงเทพฯ และAEPF ครั้งแรกก็เกิดขึ้นที่ประเทศไทยด้วย ผ่านไป 20 ปี ปีนี้เป็นปีครบรอบ 20 ปี ASEM

จะเห็นได้ว่าในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ASEM ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับการเปลี่ยนแปลงและการขึ้นลงของสองภูมิภาคเอเชียและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นยุคแห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของเอเชีย จนยุคที่เอเชียต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 หรือยุคปัจจุบันที่ยุโรปเองกำลังประสบกับวิกฤติการเงิน พร้อมกับความสั่นคลอนของยุโรปล่าสุด เนื่องมาจากประเด็น Brexit แต่อย่างไรก็ดี กระบวนการ ASEM ยังถือได้เป็นเวทีแห่งประวัติศาสตร์ในการหารือระหว่างผู้นำจากสองผู้ภูมิภาคในการปรับตัวและปรับทิศทางความสัมพันธ์เอเชียและยุโรปให้เข้ากับยุคสมัยและสถานการณ์สำคัญๆ เหล่านั้น และจะมีการหารือประเด็นร้อนเหล่านี้อย่างแน่นอน

แม้บางครั้ง ASEM อาจจะถูกมองจากนักวิเคราะห์หลายคนว่าเป็นเพียงเวที “Talk Shop” ของผู้นำ และถูกมองว่าไม่ค่อยได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่อย่างไรก็ต้องชื่นชม “คุณค่า” ในตัวกระบวนการอาเซมเองที่เป็นเวทีให้สองภูมิภาคใหญ่ของโลกได้มีโอกาสเปิดอกหารือกันมาได้ถึงเกือบ 20 ปี โดยที่กระบวนการอาเซมมีความยืดหยุ่นสูง และเปิดโอกาสให้มีการสร้างความร่วมมือและกลไกในกรอบใหม่ๆ ให้ทันกับยุคสมัยและประเด็นที่เปลี่ยนแปลงไป

---------------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd