วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เข้าใจและอยู่ร่วมกับผู้สูงวัยอย่างสร้างสรรค์

คนยุคปัจจุบันมีอายุยืนเพิ่มขึ้น คนวัย 60-85 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการสาธารณสุข และเรื่องอาหาร

การกินดีขึ้น โดยเปรียบเทียบ ส่วนหนึ่งเพราะเด็กและหนุ่มสาวลดลงด้วย คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปมีราว 14% ของประชากรหรือราว 9 ล้านคน

ในทางกายภาพ คนสูงวัยจะมีอาการสุขภาพเปลี่ยนแปลงและหรือเสื่อมลงในบางด้านเป็นธรรมดา ในทางจิตใจ มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น ความสามารถในการเรียนรู้ และการจำได้ลดลงตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป และเป็นมากขึ้นหลังวัย 85 ปี คนวัย 85 ปีบวก จะมีแนวโน้มเป็นคนที่เป็นโรคความจำเสื่อม (Dementia) เพิ่มขึ้น และมีอาการอารมณ์ซึมเศร้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนที่เคยมีอคติมองคนสูงวัยในแง่ลบมาก่อน พอตัวเองสูงวัย คนเหล่านี้จะมีโอกาสซึมเศร้ามากกว่าคนที่เคยมองคนสูงวัยในแง่บวกหรือกลางๆ

สภาพทางจิตใจอื่นๆ ของคนสูงวัยคือ ติดกับวิถีความคิดแบบเดิม ระมัดระวังตัว ไม่กล้าทำอะไรเสี่ยง ปรับตัว ยอมรับ อะไรได้มากขึ้น ยกเว้นคนส่วนน้อยที่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้ ไร้คุณค่า จะมีปัญหาอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว ไม่พอใจได้ง่าย สภาพจิตใจอื่นๆ ของคนสูงวัยบางคนคือ ความกลัวว่าจะถูกทำร้าย หรือถูกก่ออาชญากรรม และอาการป่วยทางจิตใจสำหรับบางคน

ผู้สูงวัยส่วนใหญ่จะมีปัญหาทั้งทางสุขภาพและภาวะจิตใจ รวมทั้งปัญหาค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพตนเอง ปัญหาการถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแล บริการที่ดี รวมทั้งการถูกสังคมหรือคนอื่นๆ ตั้งข้อรังเกียจ ถูกเอารัดเอาเปรียบ

ไทยไม่มีระบบประกันสังคมและสวัสดิการสังคมที่ดีเหมือนประเทศรายได้สูง ผู้สูงวัยจึงไม่ได้รับบำนาญและการช่วยเหลือต่างๆ มากนัก ขณะที่สังคมไทยเปลี่ยนเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ครอบงำโดยบริษัทข้ามชาติ คนย้ายถิ่นไปหางานในเมือง ครอบครัวขยายแบบคน 3 รุ่นอยู่ร่วมกันในชนบท เปลี่ยนแปลงเป็นครอบครัวเดี่ยวแบบในสังคมเมืองและกึ่งเมืองมากขึ้น ลูกหลานมีความคิดทัศนะคติแบบตัวใครตัวมัน, บริโภคนิยมเพิ่มขึ้น ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ และผูกพันที่จะต้องช่วยเหลือดูแลพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายแบบสังคมเกษตรดั้งเดิมลดลง ในขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่ได้ดูแลเหมือนในประเทศที่มีรายได้สูงกว่า

รัฐบาลไทยเช่นเดียวกับประเทศรายได้ปานกลาง/ต่ำอื่นๆ เป็นตัวแทนของบริษัทข้ามชาติและนายทุน ไม่สนใจ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ความตั้งใจมากพอที่จะให้บริการดูแลคนสูงอายุ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นรัฐบาลมักมองแนวทุนนิยมและผลประโยชน์ว่าคนสูงวัยมีกำลังผลิตได้น้อย ป่วยง่าย ป่วยบ่อย เป็นภาระมากกว่าเป็นผู้ให้ผลผลิตต่อสังคม ทั้งๆ ที่พวกเขาทำงานให้สังคมมาแล้วหลายสิบปี และยังสามารถทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยสังคมได้มาก ถ้ารัฐบาลฉลาดและมองกว้างกว่าแค่เรื่องเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ

คนสูงวัยยังถูกรังเกียจถูกปฏิบัติต่ออย่างมีอคติ กีดกัน หรือมองในแง่ลบ (Ageism) เช่น หน่วยงานไม่ต้องการจ้างงานคนสูงวัย คนในสังคมดูถูกหรือรังเกียจคนสูงวัย แม้ในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมจะมีวัฒนธรรม ค่านิยมการนับถือหรือให้เกียรติดูแลคนสูงวัย แต่สิ่งเหล่านี้ค่อยจางหายไปเหลือน้อยลงในโลกยุค ที่การเกษตรเปลี่ยนเป็นระบบทุนนิยมที่ใช้เครื่องจักร เครื่องทุ่นแรงเพิ่มขึ้น ความนับถือเอื้ออาทรต่อคนสูงวัยอาจจะเหลือเฉพาะในครอบครัว ในชุมชน หรือชุมชนเล็กๆ แต่ในสังคมเมืองใหญ่ในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมที่คนส่วนใหญ่ถูกทำให้เป็นปัจเจกชนแบบผู้ผลิต ผู้บริโภค แข่งขันกันแบบตัวใครตัวมันมากขึ้น คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะมองคนสูงวัยที่ตนไม่รู้จักในแง่ลบ หรือน่ารำคาญเพิ่มขึ้น มีความเอื้อเฟื้อเห็นอกเห็นใจคนสูงวัยลดลง (เช่น่มีคนที่หนุ่มกว่าสนใจสละที่นั่งในรถสาธารณะให้คนสูงวัยน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก) คนสูงวัยที่ยากจน แต่งตัวไม่ดี ยิ่งมีโอกาสถูกรังเกียจเพิ่มขึ้น

การที่สังคมไทยยุคปัจจุบันมีแนวโน้มจะทอดทิ้ง ไม่ค่อยให้บริการดูแล หรือตั้งข้อรังเกียจต่อคนสูงวัย เพราะคนที่คิดแบบทุนนิยมมองว่าคนสูงวัยเป็นคนที่อยู่ในวัยขาลง อ่อนแอ เสื่อมโทรม ทำงานที่ให้ผลผลิตหรือเป็นประโยชน์ให้กับสังคมได้น้อยลง และเป็นภาระต่อสังคม ซึ่งเป็นความรู้ความเข้าใจที่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่ถูกต้องทั้งหมด คนสูงวัยที่ดูแลตัวเองดี การศึกษาและการเรียนรู้ดี เช่นอ่านหนังสือ แสวงหาความรู้อยู่เสมอ พวกเขานอกจากจะมีทั้งร่างกายและสมองที่คงทำงานบางอย่างได้ดีแล้ว พวกเขายังมีประสบการณ์ช่วยในการตัดสินใจให้คำปรึกษาแนะนำ ตัดสินใจและทำงานบางอย่างได้ดีกว่าคนที่มีประสบการณ์น้อยกว่าด้วย

สังคมไทยควรเข้าใจและส่งเสริมให้คนสูงวัยมีงานและกิจกรรมที่เหมาะสม เช่น เพิ่มอายุเกษียณอย่างยืดหยุ่น พิจารณาเป็นกรณีๆ ไป จ้างคนทำงานต่อแบบทำงานบางเวลา จัดให้มีบ้านพัก สโมสร สมาคมผู้สูงวัยในชุมชนต่างๆ ที่มีการจัดกิจกรรม ที่ช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะ และทำประโยชน์ให้สังคมให้สังคมได้มากกว่าที่จะถือเป็นภาระด้านเดียว