วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมฆหมอกยังไม่จางหาย

ผ่านพ้นจากการลงประชามติ ของอังกฤษมา

ได้หลายสัปดาห์ แต่ความไม่แน่นอนและผลพวงจาก “เบร็กซิท” ยังไม่จางหายไปง่ายๆ แถมยังทำท่าจะยืดเยื้อยาวนานเลยทีเดียว รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐระบุว่าค่าเงินดอลลาร์ ราคาน้ำมัน และสภาพเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางที่เฟดได้คาดการณ์ไว้ อันเปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถวางแนวทางอย่างคร่าวๆ เกี่ยวกับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ แต่สถานการณ์พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่การลงประชามติของอังกฤษเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน

ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีความเห็นตรงกันในการประชุมเมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน ว่าในช่วงนี้ยังไม่ควรเคลื่อนไหวขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าผลพวงของ“เบร็กซิท”จะผ่านพ้น เพราะต้องรอดูข้อมูลเพิ่มทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับผลกระทบของ“เบร็กซิท” เสียก่อน จึงจะประเมินทิศทางต่อไปได้ การถอนตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ถือเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ ที่เฟดระบุว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมครั้งก่อน สืบเนื่องจากการสร้างงานที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมในสหรัฐเอง

ความไม่แน่นอนและกระแสหวาดวิตกเกี่ยวกับผลพวงต่อเนื่องที่จะตามมา ไม่มีแนวโน้มจะหายไปในอนาคตอันใกล้ และส่อเค้าจะยืดเยื้อไปหลายปีก่อนที่อังกฤษกับสหภาพยุโรปจะตกลงกันได้เกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ทั้งด้านการเงิน การค้า และคนเข้าเมือง ซึ่งในช่วงนี้ไม่มีใครคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะตกสู่ภาวะถดถอยเพราะกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ก้าวย่างของการฟื้นตัวอาจยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร ซึ่งหากเศรษฐกิจสหรัฐสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสร้างงานได้ในระดับสูงเท่าที่คาดไว้หรือมากกว่าที่คาดไว้ ทิศทางของเฟดก็อาจชัดเจนขึ้น แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าผลกระทบจะมีมากน้อยเพียงใด โดยนับจากการลงประชามติ เงินปอนด์อ่อนค่าลง 13% เทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังจับตา เพื่อมองหาสัญญาณของความตึงตัวทางการเงินที่อาจกระทบไปถึงสหรัฐและทั่วโลก

ในส่วนของอังกฤษนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะลดลง 1.5-4.5% ภายในปี 2562 และความยืดเยื้อในการเจรจาถอนตัวจากสหภาพยุโรป จะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนสำหรับเศรษฐกิจอังกฤษ เอสแอนด์พีมองในทำนองเดียวกันว่าเศรษฐกิจยูโรโซนในปี 2560 และ 2561 จะถูก“เบร็กซิท”ฉุดจีดีพีให้หายไป 0.8% สำหรับจีดีพีอังกฤษจะหายไป 1.2% ปีหน้า และ 1% ในปี 2561 พร้อมคาดว่าแนวโน้มการลงทุนจะซบเซา ซึ่งธนาคารกลางอังกฤษตระหนักถึงเรื่องนี้ดี และพยายามประคองสถานการณ์ด้วยการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านเงินทุนสำหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ผ่านการลดสัดส่วนทุนสำรองภาคธนาคารลงเหลือ 0% จาก 0.5% ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2560

ในส่วนของไทยนั้น แม้มีการมองว่าอาจได้ประโยชน์ จากการที่กระแสทุนอาจหันเหจากยุโรป ซึ่งเผชิญความไม่แน่นอน เข้ามายังเอเชีย ซึ่งอาจมีเข้ามายังไทยด้วยนั้น รวมถึงการที่คนไทยอาจได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินปอนด์ ซึ่งจะเอื้อที่ชัดเจนในส่วนของการท่องเที่ยวนั้น ก็ต้องมองในส่วนของภาพรวมทั่วโลกด้วย เพราะหากผลกระทบจาก“เบร็กซิท”ดิ่งลึกกว่าที่เป็นอยู่ การรับมือของในส่วนของไทยก็ต้องอยู่ในสภาพพร้อมทุกเมื่อเช่นกัน