ในปัจจุบันไทยได้บังคับใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 เป็นเวลา 8 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็น
กฎหมายไทยฉบับแรก ที่ออกแบบมาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคมากกว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับอื่น เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคอยู่บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมกัน ทั้งในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา ในขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องคุณภาพสินค้าหรือบริการ ตลอดจนเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบการ ทั้งขาดอำนาจต่อรองการเข้าทำสัญญาให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ ทำให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ
กฎหมายจึงถูกบัญญัติขึ้นเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีปัจจุบันที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนผลิตสินค้าและบริการ โดยวางแนวทางพิจารณาใช้ระบบไต่สวนมากขึ้น สังเกตได้จากที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนให้ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการดียิ่งขึ้น
ภายหลังบังคับใช้กฎหมายมาแล้ว 8 ปี พบว่ายังมีปัญหาข้อขัดข้องทั้งปัญหาด้านข้อกฎหมายและในทางปฏิบัติ ส่งผลให้ผู้บริโภคยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง และทำให้เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ได้แก่ความมุ่งหมายในสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
1) เพื่อให้มีระบบวิธีพิจารณาคดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค
2) เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการเรียกร้องค่าเสียหายเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น
3) เพื่อลดความยุ่งยากให้แก่ผู้บริโภคในเรื่องของภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในความรู้เห็นของตนเอง
4) เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคในการดำเนินคดี
หลักการสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการดำเนินคดี คือ ความสะดวก ประหยัด รวดเร็ว และไม่เป็นทางการ เช่น วิธีการฟ้องคดีและยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่ผู้บริโภค เขตอำนาจศาลในการฟ้องคดีที่ผู้บริโภคเป็นจำเลย ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของผู้ประกอบการ หรือกำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ รวมถึงการสืบพยานที่นำเอาระบบไต่สวนมาใช้ แต่ปรากฏว่าคดีผู้บริโภคที่ขึ้นไปสู่ศาลส่วนใหญ่เป็นคดีที่ผู้ประกอบการเป็นโจทก์ฟ้องคดีมากกว่าผู้บริโภค ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้มีระบบวิธีพิจารณาคดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค
สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ได้อย่างแท้จริง มาจากหลายปัจจัย อาทิ
1) ในทางปฏิบัติพบว่าศาลยังมีบทบาทไต่สวนในคดีผู้บริโภคไม่เต็มที่ เนื่องด้วยยังมีทัศนคติและความเคยชินอยู่กับจารีตปฏิบัติในระบบกล่าวหาและยังขาดความชำนาญการไต่สวน ผู้บริโภคจึงยังคงต้องว่าจ้างทนายความเช่นเดิม แต่ก็สามารถแก้ไขได้ในเชิงบริหาร เช่น จัดให้มีแผนกคดีที่ผู้พิพากษาต้องมีบทบาทการไต่สวนเป็นการเฉพาะ ไม่ปะปนกับระบบกล่าวหาในคดีแพ่งสามัญทั่วไป และทำคู่มือสำหรับผู้พิพากษาเพื่อใช้เป็นแนวทางไต่สวนคดีผู้บริโภค
2) จำนวนเจ้าพนักงานคดียังมีไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีพนักงานคดีอยู่ศาลละหนึ่งหรือสองคน เป็นเหตุให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการบริหารจัดการคดีได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานคดีที่ถูกส่งไปประจำศาลจังหวัดต่างๆ มักถูกใช้ให้ทำงานธุรการ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานการดำเนินคดีอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์การพัฒนาเจ้าพนักงานคดี จึงควรมีการจัดทำคู่มือเพื่อเป็นแนวการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนให้มีการอบรมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานคดี
3) ในส่วนของทนายความก็มิได้ทราบหรือให้ความสำคัญกับกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตามกฎหมายเท่าที่ควร และยังไม่ได้ใช้สิทธิรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคตามกฎหมายเต็มที่ นอกจากนี้ในชั้นพิจารณาสืบพยานของคู่ความฝ่ายใด ศาลจะเป็นผู้ซักถามพยานเอง คู่ความหรือทนายความจะซักถามได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งรวมถึงการซักถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม ซึ่งจากที่ผ่านมายังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ในทางปฏิบัติพบว่าในชั้นพิจารณาคดี ศาลมิได้ถือเคร่งครัดในการนำกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาใช้บังคับ โดยศาลยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่งสามัญ ทนายความเองก็มิได้ทราบหรือให้ความสำคัญกับกระบวนการพิจารณาคดีผู้บริโภคตามกฎหมายเท่าที่ควร ดังนั้น การทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ คู่ความ ถึงระบบการดำเนินกระบวนพิจารณาที่แตกต่างจากคดีทั่วไป รวมทั้งต้องมีการควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคของศาลอย่างเคร่งครัด
เพราะหากทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างราบรื่น และเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค คือ สะดวก รวดเร็ว เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ ก็จะบรรลุผลได้จริง
------------------------
ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์









