หลายคนอาจได้รับข้อมูลบิดเบือนว่า ถ้าเปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตแล้ว เราจะได้ใช้น้ำมันราคาถูก
เราจะมีรายได้จากกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง น้ำมันดิบซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาขึ้นลงตามตลาด เราผลิตได้ประมาณ 13% ไม่พอใช้ต้องนำเข้า ราคาจึงเป็นไปตามอุปสงค์-อุปทาน ไม่ได้ขึ้นกับระบบที่เลือกใช้ ส่วนรายได้รัฐจะเก็บเท่าไร สามารถออกแบบได้ทุกระบบ ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัพยากรที่เรามีและนโยบายภาครัฐในขณะนั้น จะส่งเสริม สร้างแรงจูงใจให้นักลงทุน หรือเข้มงวด เก็บให้มากๆ ก็ทำได้ แต่ถ้าเก็บมากไป โครงการต่างๆ ก็จะไม่สามารถพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาให้ใช้ทำประโยชน์ได้
กลไก หรือ เครื่องมือ ในการจัดเก็บรายได้ ของระบบสัมปทานและแบ่งปันผลผลิต
1) ค่าภาคหลวง (Royalty) เป็นกลไกที่สำคัญ รัฐบาลส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ ทั้งในระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ประกันรายได้ให้รัฐ โดยจัดเก็บทันทีเมื่อเริ่มผลิตและมีรายได้จากการขายปิโตรเลียม โดยไม่คำนึงว่าผู้ประกอบการจะมีกำไรหรือไม่ การเรียกเก็บค่าภาคหลวงกำหนดได้ 2 แบบ คือ อัตราคงที่ (Fixed Scale) และอัตราขั้นบันได (Sliding Scale)
2) ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (Petroleum Income Tax) เป็นกลไกที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ซึ่งนิยมใช้ทั้งระบบสัมปทานและระบบแบ่งปันผลผลิต คือ เมื่อมีผลกำไรจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ผู้ประกอบการต้องจ่ายภาษีเงินได้ปิโตรเลียมให้แก่รัฐในอัตราที่กำหนด ซึ่งรายละเอียดในการคิดผลกำไรเพื่อการคำนวณภาษีฯ ของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
3) การยินยอมให้มีการหักคืนค่าใช้จ่าย (Cost Recovery) ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ผู้รับสัญญาจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินงานสำรวจ พัฒนาและผลิตปิโตรเลียม เมื่อเริ่มมีการผลิตปิโตรเลียม ผู้รับสัญญาสามารถหักคืนค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปแล้วได้จากปิโตรเลียมที่ผลิตและขายได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกินอัตราที่รัฐกำหนดภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่กำหนด โดยหักออกจากมูลค่าผลผลิตรวมปิโตรเลียมที่ขาย ถ้าไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายคืนได้ครบภายในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ให้นำส่วนที่เหลือยกยอดไปหักคืนในรอบถัดไปได้จนครบ การกำหนดอัตราการหักคืน กำหนดได้ 2 แบบ คือ อัตราคงที่ และอัตราแบบขั้นบันได
ตัวอย่าง ถ้ากำหนดให้หักคืนค่าใช้จ่ายได้คงที่ไม่เกิน 50% ของรายได้ในแต่ละปี หมายความว่า โครงการหนึ่ง สมมุติว่า มีค่าใช้จ่ายสะสมมาจนถึงปีที่ผลิตและขายปิโตรเลียมได้จำนวน 100 ล้านบาท โดยในปีนั้น ผลิตและปิโตรเลียมได้ 30 ล้านบาท ผู้รับสัญญาสามารถหักคืนค่าใช้จ่ายได้ 15 ล้านบาท ปีต่อมาผลิตได้ 60 ล้านบาท ก็จะหักคืนค่าใช้จ่ายได้ 30 ล้านบาท ไปเรื่อยๆ จนกว่า จะหักคืนได้ครบหมด และถ้าปีใดค่าใช้จ่ายไม่ถึง 50% ของรายได้ ก็หักได้ตามจริงที่เหลืออยู่นั้น หรือ ถ้าโชคร้ายโครงการไม่ประสบความสำเร็จ หยุดผลิตก่อน ก็จะไม่สามารถหักคืนได้จนครบที่ลงไปก่อนหน้า
4) ส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียม (Petroleum Profit Share) ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตมูลค่าปิโตรเลียมที่เหลือหลังหักค่าภาคหลวงและค่าใช้จ่ายที่เป็น Cost Recovery แล้ว จะเป็นกำไรปิโตรเลียมที่ต้องแบ่งกันตามสัดส่วนที่กำหนดในอัตราคงที่หรืออัตราขั้นบันได
นอกจากกลไกดังกล่าวแล้ว ยังมีกลไกการจัดเก็บในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น
- เงินโบนัส (Bonus) รูปแบบต่างๆ เช่น โบนัสลงนาม (Signature Bonus) โบนัสการผลิต (Production Bonus)
- ผลประโยชน์จากกำไรส่วนเกิน (Windfall Profit) ในกรณีที่ ราคาปิโตรเลียมสูงมากกว่าที่ประเมินไว้ล่วงหน้า หรือพบแหล่งขนาดใหญ่โดยมีการลงทุนเท่าเดิม ทำให้โครงการได้กำไรเกินสมควร เช่น ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (SRB) ในระบบ Thailand III
- การให้สิทธิรัฐเข้ามีส่วนร่วม (Government Participation) เป็นการให้สิทธิรัฐเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนผ่านทางบริษัทน้ำมันแห่งชาติ
ระบบสัมปทาน Thailand III
เมื่อเริ่มผลิตและขาย มีรายได้ จะต้องเสียค่าภาคหลวงในอัตรา 5-15% ตามปริมาณการผลิตและขายในรอบเดือน สมมุติให้ผลิตและขายเฉลี่ยอยู่ในช่วงอัตรา 11% ดังนั้นต้องเสียค่าภาคหลวง 11 หน่วย และในบางช่วงปี โครงการมีกำไรเกินสมควรต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ (SRB) รวม 7 หน่วย รวมรายได้ก่อนเสียภาษี เท่ากับ 52 หน่วย (100-30-11-7) ต้องจ่ายภาษีในอัตรา 50% เท่ากับ 26 หน่วย รวมรายได้รัฐเท่ากับ 44 หน่วย (11+7+26) รายได้ผู้รับสัมปทานเท่ากับ 26
ระบบแบ่งปันผลผลิต (JDA โมเดล)
เมื่อเริ่มผลิตและขาย มีรายได้ รัฐเก็บค่าภาคหลวงในอัตรา 10% เท่ากับ 10 หน่วย ผู้ประกอบการหรือ ผู้รับสัญญา เริ่มหักค่าใช้จ่ายคืน ในแต่ละปี ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตรา 50% ของรายได้ปิโตรเลียมรายปี สะสมไปในแต่ละปีจนครบ 30 หน่วย กำไรปิโตรเลียมที่เหลือจากการหักค่าภาคหลวงและที่หักคืนรายจ่ายของผู้รับสัญญา เท่ากับ 60 หน่วย (100-10-30) จะแบ่งกันระหว่างรัฐและผู้รับสัญญาในอัตรา 50% (30)
รวมรายได้ของผู้รับสัญญาจาก เงินที่หักคืนค่าใช้จ่ายและส่วนแบ่งกำไรปิโตรเลียม(30+30) เท่ากับ 60 แต่ใช้จ่ายเป็นเงินลงทุนไป 30 เหลือเป็นกำไรเท่ากับ 30 (60-30) และต้องเสียภาษีในอัตรา 0-20% ตามเงื่อนไขรายไป เฉลี่ย 2 หน่วย เหลือเป็นกำไร 28 หน่วย ส่วนรัฐมีรายได้รวม 42 หน่วย (10+30+2)
ปล. ในแต่ละปี มีรายละเอียดของ ค่าใช้จ่าย ค่าเสื่อมราคา การคิดภาษี ค่าเงิน และอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง และในระบบแบ่งปันผลผลิต การหักคืนค่าใช้จ่าย และ การแบ่งส่วนแบ่งกำไร อาจทำเป็นเนื้อปิโตรเลียมแทนมูลค่าปิโตรเลียม ก็สามารถทำได้
ระบบการจัดเก็บที่ดี ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ กลไกต่างๆ และอัตราการจัดเก็บ ให้มีความเหมาะสม กล่าวโดยสรุป คือ ออกแบบให้รัฐจัดเก็บได้มากโดยที่โครงการยังสามารถพัฒนาได้ ซึ่งต้องใช้มืออาชีพ ในการจำลองสถานการณ์ ทดสอบซ้ำๆ ด้วยตัวแปรต่างๆ ให้ครอบคลุมสถานการณ์ในอนาคต และต้องรู้ผลกระทบในการเลือกใช้ กลไก แต่ละตัว ว่าจะส่งผลต่อโครงการอย่างไร
ดังนั้น ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมากำหนดเอาตามชอบใจ โดยไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจ อย่างเช่นที่กลุ่มห่วงใยได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.อยู่ในขณะนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้ เกิดมีใครเห็นดีเห็นงามตามคำกล่าวอ้างที่ว่ามาจากภาคประชาชน
ประเทศชาติเสียหายแน่ครับ...
--------------------
Facebook :รู้ให้จริง ไม่บิดเบือน






