วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขายอย่างไรให้โดน!

ปัจจุบันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สิ่งแรกที่เรามองคนอื่นจากภายนอกคือ ภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่เพียงแค่หน้าตาอีกต่อไป

แต่คือความดูดีโดยรวมของคนเหล่านั้นต่างหาก เช่น บางคนหน้าตาธรรมดา แต่หากแต่งกายที่เข้ากับตนเอง หรือดูแลร่างกายให้ดูดีเสมอ ก็สามารถดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจได้ ด้วยคนในยุคนี้ ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มาก่อนเรื่องอื่น จึงหันมาดูแลร่างกายของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องหรือที่เรียกกันว่าซิกแพค สังเกตได้จากดารานักแสดงต่างๆ ที่หันมาออกกำลังกายและดูแลร่างกายตนเองมากขึ้น จนเกิดเป็นเทรนด์ในการออกกำลังกายเพื่อฟิตหุ่นและโชว์กล้ามหน้าท้องขึ้นมา

ไม่ใช่เพียงแค่ในหมู่คนดัง ที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนธรรมดาทั่วไป ที่หันมานิยมการออกกำลังกายเพื่อการมีกล้ามหน้าท้องที่สวยงามเช่นกัน กรณีการออกกำลังกายของผู้บริโภคนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการสื่อสาร Functional vs. Emotional message สู่ผู้บริโภคที่ให้ผลต่างกันชนิดฟ้ากับดิน

หากเป็นในสมัยก่อน การจะกระตุ้นให้คนออกกำลังกาย นักการตลาดจะพูดเรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการกระตุ้นให้คนไปออกกำลังกาย

เมื่อนักการตลาดเริ่มทำความเข้าใจผู้บริโภค จึงรู้ว่าการบอกให้คนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นไม่สามารถทลายกำแพงแห่งความขี้เกียจออกกำลังกายของผู้บริโภคลงไปได้ สถานออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนสต่างๆ จึงไม่เน้นการกระตุ้นให้คนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ (Functional message) เพราะเป็นผลที่ต้องได้รับแน่นอนจากการออกกำลังกายอยู่แล้ว หรือเราเรียกว่าเป็น Hygiene factor ไม่จำเป็นต้องมานั่งพูดนั่งบอกให้เปลืองงบการตลาดอีกต่อไป

แต่หันมาพูดเรื่องการออกกำลังเพื่อภาพลักษณ์ที่ดูดี หุ่นเฟิร์ม บุคลิกดี กลายเป็นการปลุกเทรนด์ความนิยมในการออกกำลังกาย จากขี้เกียจอยู่ดีๆ ผู้บริโภคทั้งหญิง ชาย วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ก็หันมาออกกำลังกายกันถ้วนหน้า แบบไม่ต้องเหนื่อยกระตุ้น และเป็นแฟชั่นกันไปเลยทีเดียว

เห็นได้ว่าการพูดเรื่อง Functional กับ Emotional สร้างผลกระทบที่ต่างกันขนาดไหน เพราะผู้ที่ออกกำลังกาย ไม่ได้ต้องการที่จะมีสุขภาพที่ดีเป็นหลัก แต่เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น เพราะถ้าผู้ที่ออกกำลังกาย ต้องการมีสุขภาพที่ดีจริงๆ ทำไมถึงต้องอยากมีซิกแพคเพื่อไปอวดคนอื่นๆ กันด้วย การขายเรื่องความดูดี ภาพลักษณ์ เป็นสิ่งที่ผู้ออกกำลังกายต้องการต่างหาก   

ดังนั้นการสื่อสารโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ควรหันมามองเรื่องที่ผู้บริโภค ‘ใส่ใจ’ หรือ ‘คุณค่า’ มากกว่า คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ดีเมื่อนักการตลาดเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแล้ว คงต้องใส่ใจเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ไม่ใช่นำเรื่องนี้มาหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคและสังคม ผู้ผลิตจะต้องมั่นใจว่าสินค้าของตนเองจะไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย และจิตใจของผู้บริโภค เช่น การทำศัลยกรรมแล้วเกิดความผิดพลาด การใช้ของปลอม หรือการกินยาลดความอ้วนจนทำให้ถึงแก่ความตาย

เพราะจริงๆแล้วหลักจริยธรรมพื้นฐาน เป็นส่วนหลักของความสำเร็จของการตลาดที่ยั่งยืน ไม่มีผู้บริโภคคนใดที่ยอมโดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะโลกทุกวันนี้ที่ข่าวแพร่สะพัดได้ง่ายดาย

จะชื่อเสีย หรือ ชื่อเสียง ก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจในการทำการตลาด!