หลังจากประชาชนชาวอังกฤษ โหวตสนับสนุนให้ถอนตัว
ออกจากสหภาพยุโรป(อียู) หรือเบร็คซิท ได้เกิดวิวาทะสำคัญในประเด็นสำคัญคือ เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยอังกฤษ โดยหยิบยกประเด็นใหญ่คือตามหลักการประชาธิปไตย แม้จะใช้เสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินใจในเรื่องสำคัญของสังคม แต่ต้องไม่ลืมเคารพหรือปกป้องเสียงส่วนน้อย ซึ่งในกรณีของอังกฤษการโหวตเป็นลักษณะของการพนันแพ้-ชนะ มากกว่าการตัดสินเชิงสาธารณะ ในขณะที่ผลกระทบตามมายังไม่มีใครรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ประเด็นถกเถียงสำคัญคือเรื่องอะไร ที่เราสามารถใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นมติชี้ขาดได้ และเรื่องอะไรเมื่อมีมติเสียงส่วนใหญ่แล้ว เราจะมีวิธีการปกป้องสิทธิของเสียงส่วนน้อยอย่างไร อย่างไรก็ตาม ประเด็นการถกเถียงเรื่องเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย เป็นเรื่องโลกแตกในระบอบประชาธิปไตยแทบทุกประเทศ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ก็มักจะเน้นไปที่เสียงส่วนใหญ่เป็นด้านหลัก โดยเสียงส่วนน้อยก็ไม่ได้รับการเหลียวแลหรือรับฟังแต่อย่างใด และเรื่องส่วนการยึดเสียงใหญ่เป็นหลัก ได้เคยเป็นหายนะของสังคมมาหลายครั้งหลายหน แม้แต่ยุคนาซีก็เริ่มพัฒนามาจากการโหวตในสภา
อย่างกรณีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในอดีต ผู้ประท้วงต่อต้านอ้างว่ารัฐบาลเป็นเผด็จการรัฐสภา กล่าวคือไม่ยอมรับฟังเสียงส่วนน้อย อีกทั้งการบริหารประเทศของคนในรัฐบาลบางคนมีปัญหา แทนที่รัฐบาลจะลาออกหรือให้มีการเลือกตั้งใหญ่ แต่ยังคงใช้กฎกติกาการเมืองที่เปิดโอกาสให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือแก้ปัญหาด้วยวิธีการรัฐสภา ทำให้รัฐบาลเกิดวิกฤติความชอบธรรมขึ้นมา จนนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรุนแรง จนกระทบต่อระบบประชาธิปไตยเองด้วยการยึดอำนาจรัฐประหาร
ในขณะนี้ไทยกำลังจะมีการประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจากการติดตามอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คนส่วนมากมักจะมุ่งไปที่ผลแพ้-ชนะ โดยดูว่าใครจะแพ้-ชนะจากการประชามติครั้งนี้ระหว่างผู้สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญกับผู้คัดค้าน โดยการมุ่งไปที่ผลของคะแนนโหวตเป็นสำคัญ ถือเป็นจุดหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ซึ่งบัดนี้เรายังไม่ถกเถียงเรื่องนี้มากพอว่าเราจะทำอย่างไรกับเสียงส่วนน้อย และยิ่งกรณีสัดส่วนไม่ห่างกันมากนัก เราจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร
การประท้วงของชาวอังกฤษที่สนับสนุนอยู่กับอียู ในกรุงลอนดอนเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของความไม่พอใจของเสียงส่วนน้อย แต่ก็ถือว่ามีจำนวนมากพอในการสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมือง หากเกิดการเคลื่อนไหวไม่ยอมรับการโหวตในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นกรณีเดียวกับความไม่พอต่อรัฐบาลในหลายประเทศที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าเป็นปมใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตกของประชาธิปไตยโลก และประเด็นการกล่าวถึงความตกต่ำของระบอบประชาธิปไตยตะวันตก ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่
ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังจะประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคนในสังคมมีความขัดแย้งสูง ประเด็นความไม่พอใจอาจมาจากสาเหตุเดียวกันก็ได้ นั่นคือไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ ขณะที่เสียงส่วนน้อยก็มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง และการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆต่อการประชามติในครั้ง เราก็เห็นว่าไม่ต่างจากเกมการพนันว่าจะแพ้หรือชนะ ในขณะที่กำลังโหวตในเรื่องใหญ่ระดับชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกคนในประเทศ ซึ่งเราเห็นว่าภัยคุกคามประชาธิปไตยที่สำคัญคือสำนึกเรื่องนี้ต่างหาก มากกว่าเนื้อหาสาระที่แท้จริงของร่างรัฐธรรมนูญ






