ระบบเศรษฐกิจที่มีอัตราขยายตัวสูงจะมีความสามารถชำระหนี้และเงินต้นไปเรื่อยๆ ก็ต่อเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ดำเนินต่อได้ แต่หากว่าอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงอย่างฮวบฮาบ หน่วยเศรษฐกิจในระบบ เช่น รัฐบาล ครัวเรือน หรือภาคธุรกิจ ก็ไม่อาจชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอได้ ในบางครั้งอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้ลดลงมากนัก แต่เจ้าหนี้เรียกคืนหนี้เสียก่อนจนทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาเป็นลูกโซ่จนเกิดวิกฤตการณ์ที่ชำระหนี้ไม่ได้ ที่จริงแล้วอัตราขยายตัวที่ลดลงแม้จะไม่มากก็ทำให้ความสามารถชำระหนี้ของลูกหนี้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากรายได้ที่ลดลง โดยอาจจะถูกความรุนแรงของปัญหาวิกฤติศรัทธากลบไปจนไม่มีผู้ใดสังเกต
กรณีกรีซเป็นวิกฤติศรัทธาที่กระทบความสามารถชำระหนี้ของรัฐบาล ไอร์แลนด์และโปรตุเกสเป็นลักษณะที่ครัวเรือนและภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจชำระหนี้ เนื่องจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวกลายเป็นหนี้เสียมาก ส่วนสเปนมาจากที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินเกินตัว
มาตรการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Austerity Measures ที่ IMF ใช้มานาน และ Troika นำมาใช้กรณีวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป อาจสรุปได้เป็น “การลดค่าใช้จ่ายรัฐบาลและการขึ้นภาษีหรือรายได้รัฐบาล เพื่อให้มีเงินเหลือมากพอที่รัฐบาลจะนำไปใช้หนี้ได้”
ระบบเศรษฐกิจที่หดตัวลงย่อมทำให้คนมีรายได้ลดลงอันดับแรก เมื่อรัฐบาลลดใช้จ่ายจะด้วยลดลงทุนหรือลดจ้างงาน (ข้าราชการ) รายได้จะลดลงถัดไป เมื่อภาคธุรกิจเห็นความต้องการโดยทั่วไปลดลง ก็จะลดจ้างงานและทำให้รายได้ลดลงเป็นลำดับที่ 3 ภาคธุรกิจบางส่วนอาจลดลงทุนก่อน หรืออาจทำพร้อมๆ กันทั้งสองอย่าง จากนั้นวงจรจะกลับมาซ้ำที่ลดจ้างงาน หรือลดลงทุน หรือทั้งสองอย่างอีกรอบ รอบแล้วรอบเล่า ตราบใดที่การคาดคะเนภาวะธุรกิจยังเห็นว่า ขนาดธุรกิจที่มีอยู่เป็นภาระเกินกว่าจะทำกำไร นี่คือ Multiplier Effect ทางเศรษฐศาสตร์ การลดค่าจ้างและลดจ้างงานก็ได้รับผลในแบบเดียวกัน แต่การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจะมีผลมากกว่านั้น ในการเลื่อน investment function ให้ต่ำลง และส่งผลกระทบต่อการลงทุนอีกระลอก
ตั้งแต่ปี 2009 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงหลังวิกฤติการเงินสหรัฐและวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการคลังของประเทศที่ประสบวิกฤตการณ์คือ สัดส่วนรายได้ต่อ GDP ค่อยๆ เพิ่มขึ้น และสัดส่วนรายจ่ายต่อ GDP ลดลงมาก ทำให้สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณรัฐบาลต่อ GDP ค่อยๆ ลดลง แต่ว่าสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เมื่อดูแนวโน้มอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของสี่ประเทศนี้จะพบว่า มีไอร์แลนด์เพียงประเทศเดียวที่ขยายตัวสูง 5.2% และ 7.8% ในปี 2014 และ 2015 ตามลำดับ สเปนและโปรตุเกสมีการขยายตัวแต่อยู่ในอัตราต่ำที่ 1-3% ส่วนกรีซนั้นไม่อาจถือได้ว่ามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
สรุปได้ว่า มาตรการรัดเข็มขัดทำให้การขาดดุลน้อยลง แต่ไม่ถึงขั้นที่ชำระหนี้ได้ แต่มาตรการลดค่าจ้างภาครัฐบาลซึ่งส่งผลกระทบไปที่ภาคเอกชนและการหดตัวทางเศรษฐกิจล้วนแต่ทำให้ต้นทุนผลิตลดลงจนมีขีดความสามารถการแข่งขันดีขึ้น โดยสะท้อนออกมาในอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ต้นทุนที่ลดลงจะต้องสนับสนุนด้วยพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่รองรับได้และตอบสนองอย่างได้ผลดีตัวอย่างเช่น ในกรณีไอร์แลนด์ที่มีธุรกิจต่างชาติมาลงทุนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ขีดแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ยังสะท้อนออกมาในดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ นำไปสู่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจที่ลดหลั่นตามลำดับ คือ ไอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส และกรีซ เมื่อพิจารณาการลงทุนแล้ว ก็พบว่า ประเทศทั้งสี่็มีอัตราขยายตัวของการลงทุนลดหลั่นลง เช่นเดียวกับการค้าระหว่างประเทศ
ในระยะสั้น (ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา) ประเทศที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจรับความช่วยเหลือจาก Troika และทำการรัดเข็มขัด มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น การขาดดุลงบประมาณค่อยๆ ลดลง แต่ยังไม่มีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้หรือหนี้ได้ ระยะ 10 ปีไม่แน่ แต่ระยะ 20 ปีอาจเป็นไปได้ ซึ่งหมายถึงว่า ประชาชนในประเทศนั้นจะต้องทนทุกข์ไปหนึ่งชั่วอายุคน วิถีทางเดียวที่มีความหวังว่าจะชำระหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงที่ผ่านมาก็คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่านี้ จึงนำไปสู่การลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีหลังนี้
ด้วยหลักการทางเศรษฐศาสตร์ เราคงบอกได้ไม่ยากว่า เงินสวัสดิการที่ให้โดยลดแรงจูงใจในการขนขวายหารายได้เองเป็นค่าใช้จ่ายรัฐบาลที่เลวร้ายที่สุด การลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ได้ลดจ้างงาน แต่กลับเพิ่มการจ้างงาน เงินสวัสดิการที่ให้ผู้ที่ยังไงก็ทำงานไม่ได้เป็นอันดับถัดมา การลดค่าใช้จ่ายลงทุนภาครัฐบาลเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการจ้างงานทั้งปัจจุบันและอนาคต ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงไม่ควรลด การขึ้นภาษีเป็นการลดแรงจูงใจทั้งการทำงานและลงทุนภาคเอกชน การลดค่าใช้จ่ายลงทุนและขึ้นอัตราภาษียังสร้างความคาดคะเนต่อการขยายตัวหรือบรรยากาศธุรกิจในอนาคตไปในทางลบ
กล่าวโดยสรุปคือ มาตรการรัดเข็มขัดในประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ควรจะทำโดยวิธีตัดสวัสดิการสังคมและค่าจ้างแรงงานภาครัฐบาล แต่ไม่ควรจะใช้มาตรการขึ้นภาษีและตัดค่าใช้จ่ายการลงทุนภาครัฐบาล ประเทศที่ดำเนินการตามแนวทางนี้สามารถลดขาดดุลงบประมาณและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า โดยเรียงตามลำดับคือ ไอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส และกรีซ
ในกรณีกรีซอาจเลี่ยงขึ้นภาษีได้ยาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจมีขนาดเล็ก แต่มีหนี้ภาครัฐบาลมากกว่าหลายเท่าตัว แต่แนวทางที่ได้จากงานวิจัยล่าสุดที่กล่าวมาว่าด้วยมาตรการรัดเข็มขัดยังคงใช้ได้อยู่






