ในแวดวงเทคโนโลยีชั้นสูง คงมีเพียงไม่กี่สิ่งอย่างที่น่าตื่นเต้นและสมควรติดตามไปยิ่งกว่า ความก้าวหน้าอย่างทะยานฟ้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์
แต่สำหรับในประเทศไทย เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ยังคงเป็นสิ่งที่ประชากรทั่วไปสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ยาก เพราะยังคงขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูง จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะไทยได้ถูกพัฒนามาเป็นฐานของการผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลกและรถยนต์ไร้คนขับ
เป็นอีกก้าวหนึ่งที่ความท้าทาย สำหรับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ที่กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงกับหลากหลายอุตสาหกรรม และส่งผลกระทบอย่างเป็นวงกว้าง ถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
สิ่งที่ต้องจับตา คืออุบัติการณ์ของรถยนต์ไร้คนขับ จะส่งผลอย่างไรต่อพัฒนาการของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก
กระทรวงคมนาคมของสหรัฐ ได้นิยามรถยนต์ไร้คนขับไว้เป็น 5 ระดับ ดังนี้
ระดับ 0: รถยนต์ที่คนขับต้องควบคุมเองทั้งหมด
ระดับ 1: รถยนต์ที่มีระบบอัตโนมัติที่สามารถควบคุม อย่างน้อยหนึ่งระบบแยกจากกัน เช่น ระบบควบคุมการทรงตัวหรือระบบเบรค
ระดับ 2: รถยนต์ที่มีระบบอัตโนมัติสามารถควบคุม อย่างน้อยสองระบบควบคุมร่วมกัน เช่น ระบบควบคุมความเร็วร่วมกับระบบรักษาสถานะให้อยู่ในเลน
ระดับ 3: รถยนต์ที่คนขับ สามารถปล่อยวางจากการควบคุมรถยนต์ได้ ในบางสถานการณ์และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง รถยนต์สามารถเตือนให้คนขับกลับมาควบคุมรถยนต์ได้ อย่างทันท่วงที Google Car ยังคงอยู่ในระดับนี้
ระดับ 4: รถยนต์ที่คนขับ สามารถปล่อยวางจากการควบคุมรถยนต์ได้ ในทุกสถานการณ์ ทั้งนี้ในรถยนต์อาจไม่ต้องมีคนเลยก็ได้
หลายเดือนที่ผ่านมามีแถลงการณ์เพื่อการกำหนดเป้าหมายของการผลิตรถยนต์ไร้คนขับ ไม่ว่าจะเป็น ค่ายผลิตรถยนต์ ทั้งยักษ์ใหญ่รายเดิม ที่เราคุ้นเคยกัน หรือจะเป็นสตาร์ทอัพรายใหม่ ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป หากจะมีค่ายผลิตรถยนต์ อีกสักรายสองรายที่ออกแถลงการณ์ กำหนดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไร้คนขับ ในอนาคตอันใกล้นี้
เป้าหมายของค่ายผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ อยู่ระหว่างระดับ 3 และระดับ 4 นั่นก็คือ รถยนต์ที่คนขับ สามารถปล่อยวางจากการขับรถได้ ในบางสถานการณ์ จนถึงรถยนต์ที่คนขับ สามารถปล่อยวางจากการขับรถได้ ในทุกสถานการณ์
อย่างไรก็ดีมีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในแวดวงของรถยนต์ไร้คนขับ เมื่อเกิดอุบัติเหตุจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาทบทวนความคาดหวังจากรถยนต์ไร้คนขับ
สองเดือนที่ผ่านมาในสหรัฐ รถยนต์ที่มีระบบไร้คนขับของ Tesla รุ่น Model S Autopilot ได้ประสบอุบัติเหตุ ชนท้ายรถบรรทุก 18 ล้อ ที่เลี้ยวตัดหน้าบนทางด่วน โดยคนขับรถ Tesla ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว
จากการสัมภาษณ์ คนขับรถบรรทุก ได้ให้ข้อมูลว่าคนขับรถ Tesla ไม่ได้ลดความเร็วลงเลยและได้พุ่งชนรถบรรทุกของตนด้วยความเร็วอย่างเต็มที่ นอกจากนี้คนขับรถ Tesla กำลังชมภาพยนต์เรื่อง Harry Potter ในขณะที่กำลังขับรถ จึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า คนขับรถ Tesla ได้ให้ความเชื่อมั่นกับระบบไร้คนขับมากเกินไป
อย่างไรก็ดี Tesla และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงว่า Model S Autopilot เป็นเพียงรถยนต์ไร้คนขับในระดับ 2 ซึ่งคนขับยังไม่สามารถปล่อยวางจากการควบคุมรถยนต์ได้ แต่คนขับหลายท่านกลับเข้าใจผิดและให้ความเชื่อมั่นว่า Tesla เป็นรถยนต์ไร้คนขับในระดับ 3 ซึ่งคนขับสามารถปล่อยวางจากการควบคุมรถยนต์ได้ ในบางสถานการณ์จึงเป็นการใช้ระบบไร้คนขับอย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์และเกิดจากการเข้าใจผิด
สำหรับอุบัติเหตุในครั้งนี้ ระบบไร้คนขับของ Tesla รวมทั้งคนขับ ไม่สามารถสังเกตเห็นรถบรรทุก เนื่องจากสีของรถบรรทุกเป็นสีเดียวกันกับท้องฟ้าในขณะนั้น
แต่ถึงกระนั้น อุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดคำถามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นกฎหมายและการกำกับดูแล ในกรณีของ รถยนต์ไร้คนขับระดับ 3 และระดับ 4 ที่คนขับ สามารถปล่อยวางจากการขับรถได้ ถึงขอบเขตของการรับผิด ระหว่างคนขับ และผู้ผลิตรถยนต์ รวมทั้งการมาตรการการรักษาความปลอดภัยในภาพรวม ที่จำเป็นต้องออกมาก่อนที่รถยนต์ไร้คนขับจะถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ในอนาคตอันใกล้นี้
ที่น่าติดตามเพราะการรับผิดของผู้ผลิตรถยนต์ไร้คนขับ หากถูกกำหนดอย่างขาดดุลยภาพ อาจเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจที่ไม่คุ้มค่า ต่อการที่ค่ายผลิตรถยนต์ จะมาลงทุนในระบบไร้คนขับ ต่อไปในอนาคต
อีกปัญหาคือระบบไร้คนขับของ Tesla ยังคงถือเป็นการทดสอบสินค้าสาธารณะก่อนวางจำหน่าย (Public Beta) จึงมีคำถามถึงความเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายของการทดสอบระบบไร้คนขับบนถนนสาธารณะจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิต
อุบัติการณ์ดังกล่าว เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง สำหรับในประเทศไทยที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงกว่าสหรัฐและอีกหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว
รถยนต์ไร้คนขับ เป็นเพียงบริบทหนึ่งของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่น่าสนใจ และสมควรติดตามในยุคปัจจุบัน หุ่นยนต์ที่ทดแทนมนุษย์ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอีกหลายอุตสาหกรรมและส่งผลกระทบอย่างคาดไม่ถึง ต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก
หลายสิ่งอย่างกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่หลายคนเคยคิด!






