วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความไม่แน่นอนหลัง Brexit ที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง

ธนาคารกลางทั่วโลกร่วมมือ เข้าแทรกแซงตลาดการเงินโลก

  หวังลดความเสียหายจากผลกระทบและสยบความปั่นป่วน หลังประชาชนชาวอังกฤษโหวตประชามติออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit เริ่มจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นางเจเน็ต เยลเลน ประกาศเปิดสว็อปไลน์ทันที เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องดอลลาร์ รับมือวิกฤติการเงินโลกที่หลายคนคาดว่าใกล้จะเกิดขึ้นเต็มที โดยที่ Brexit จะเป็นจุดปะทุในครั้งนี้ ด้านนายมาร์ก คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ประกาศเตรียมเงิน 2.5 แสนล้านปอนด์ หรือราว 3.45 แสนล้านดอลลาร์ ซัพพอร์ตสภาพคล่องตลาดการเงินของอังกฤษ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เผยมีวงเงินพร้อมให้การสนับสนุนกว่า 4 แสนล้านยูโร รวมทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่นที่อัดฉีดสภาพคล่องอย่างไม่จำกัด ส่งผลให้ตัวเองติดกับดักเพราะพันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อขายในตลาดทุกประเภท มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่า 0% ทั้งหมด

ความตื่นกลัวของตลาดการเงินที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการเทขายเงินปอนด์ และสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเวลา 2 วันหลังจากเริ่มรับรู้ผลโหวต Brexit โดย Bloomberg มีรายงานล่าสุดว่า ผลจากการกระหน่ำขายในวันศุกร์และวันจันทร์ที่ผ่านมา ความมั่งคั่งของตลาดหุ้นทั่วโลกได้สูญหายไปจำนวนมหาศาลถึง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 วันถัดมาที่ธนาคารกลางสำคัญๆ พากันแทรกแซงตลาดการเงินจนทำให้ตลาดเริ่มคลายความตึงเครียดลง แต่ลึกๆ แล้ว เม็ดเงินดอลลาร์ที่อัดฉีดเข้ามานั้นบรรดาธนาคารชั้นนำในระดับโลกมากกว่า 20 แห่งได้นำมาซื้อหุ้นคืนเพื่อประคับประคองไม่ให้ราคาหุ้นดิ่งลง จากแรงเทขายหนักในหุ้นแบงก์ของอังกฤษที่ดิ่งลงติดฟลอร์ 30% ในวันแรก รวมทั้งมีการระงับการซื้อขาย หรือ halt ในวันที่สองก่อนที่จะมีการแทรกแซงของธนาคารกลางทั่วโลก

ปรากฏว่า แบงก์ยักษ์ใหญ่ที่ทำการซื้อหุ้นคืนนั้น ตัวอย่างเช่นแบงก์ออฟอเมริกาใช้เงินซื้อหุ้นคืน 5 พันล้านดอลลาร์ ซิตี้กรุ๊ปเตรียมไว้ 8.6 พันล้านดอลลาร์ เจพี มอร์แกน เตรียมไว้ 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ มอร์แกน สแตนเลย์ กำหนดวงเงินไว้ 3.5 พันล้านดอลลาร์ โกลด์แมน แซคส์ เตรียมไว้เศษหนึ่งส่วนสี่ของเงินปันผลที่ต้องจ่าย อเมริกัน เอ็กซ์เพรสเตรียมไว้ 3.3 พันล้านดอลลาร์ ยูเอสแบงคอร์ปใช้เงิน 2.6 พันล้านดอลลาร์ และแบงก์ออฟนิวยอร์กเตรียมไว้ 2.14 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น หลังจาก Brexit ยังทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ปั่นป่วนรุนแรงเนื่องจากการไหลเข้า-ออกของเงินทุนที่รวดเร็ว ขณะที่อัตราความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของแบงก์อังกฤษพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี รวมทั้งประสบปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องของเงินยูโร-ดอลลาร์ฉับพลัน โดยผลจากการ halt หุ้นแบงก์อังกฤษ ได้เกิดอาการช็อกกับหุ้นแบงก์ในยุโรปอื่นๆ ราคาร่วงลงกว่า 23%

โดนเฉพาะหุ้นแบงก์อิตาลีที่ร่วงลงมากกว่า 25% ในวันจันทร์ ล่าสุดทางการอิตาลีต้องประกาศแผนอุ้มแบงก์อิตาลีใช้เงินถึง 1.5 แสนล้านยูโร หรือ 1.66 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความเสี่ยงหนี้เอ็นพีแอลสูงถึง 3.6 แสนล้านยูโร ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของระบบแบงก์โลก ที่อาจเกิดเป็นวิกฤติโดยยกตัวอย่างของดอยช์แบงก์ของเยอรมัน ที่มีความเสี่ยงสูงมากจากพอร์ตซื้อขายตราสารอนุพันธ์มากถึง 72.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ซึ่งเป็นมูลค่าที่มากกว่าจีดีพีทั้งโลกเสียอีก) นอกจากนี้แล้ว S&P บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐยังหั่นเรทติ้งอังกฤษลง 2 น็อตจาก AAA เหลือ AA จนเงินปอนด์ร่วงแตะ 1.3256 ดอลลาร์ต่ำสุดในรอบ 31 ปี ซึ่งล่าสุดบีโออีส่งสัญญาณที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงในระยะเวลาอันใกล้อีก ท่ามกลางอีกหลายมุมมองที่คาดว่าเฟดก็จะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยก่อนปี 2018 ตรงข้ามอาจจะต้องลดดอกเบี้ยลงหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นความไม่แน่นอนที่เราต้องเตรียมรับมือ