‘Brexit’ ร้าวลึกกว่า ‘Lehman’

‘Brexit’ ร้าวลึกกว่า ‘Lehman’

หลายคนบอกว่า ยังโชคดีที่การออกจากอียูของอังกฤษหรือ Brexit นั้นไม่สยองเท่ากับเหตุการณ์การล้มลงของเลห์แมน

บราเธอร์สในช่วงวิกฤติซับไพร์ม ทว่าพิจารณาให้ละเอียดแล้ว Brexit อาจถือว่าร้าวลึกกว่าเลห์แมน บราเธอร์ส ด้วยเหตุผลดังนี้

หนึ่ง ณ วันนี้ ยังไม่มีใครสามารถประเมินระดับความเสียหายสูงสุดของ Brexit เนื่องจากไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแยกตัวของประเทศในยุโรปอีกสักกี่ประเทศ หรือจะนำไปสู่การสลายตัวของอียูหรือไม่ กระแสหวาดกลัวคนต่างชาติมาแย่งงานทำจะนำไปสู่ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐช่วงปลายปีนี้หรือไม่ หรือจะทำให้นางมารีน เลอ แปง ที่หนุนการแยกตัวออกจากอียูของฝรั่งเศส ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งฝรั่งเศสในปีหน้าหรือไม่ ยังไม่รวมถึงพรรคการเมืองในอีกหลายประเทศทั้งยุโรปและทวีปอื่นๆ ที่มีแนวคิดแยกตัวเป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกับต่างชาติที่จะได้รับอานิสงส์ของ Brexit ในครั้งนี้ ทำให้ระดับความเสียหายทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจถือได้ว่าประเมินยากมาก

สอง Brexit อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลกไม่ต่ำกว่า 6-7 ปี ซึ่งถือว่ายาวนานกว่าวิกฤติซับไพร์ม ที่ส่งผลกระทบต่อเฉพาะเศรษฐกิจ ทว่าทำให้ในมิติทางการเมืองระดับโลกมีความเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากต้องช่วยกันป้องกันการล่มสลายของระบบการเงินโลก ทว่า Brexit ทำให้ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ลงแบบยาวนานกว่า เริ่มจากการใช้เวลาที่อังกฤษกว่าจะแยกตัวจากอียูจริงๆ ไปจนถึงการติดเชื้อการแยกตัวไปยังประเทศและภูมิภาคอื่นๆ อีก ที่น่าจะได้ผู้นำแนว Populist มากขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลานาน เนื่องจากการแก้ปัญหาทางการเมืองใช้เวลานานกว่าเศรษฐกิจ ดังตัวอย่างทั้งในและนอกประเทศของเรา ซ้ำร้าย รัสเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ยิ่งจะสามารถเข้ายึดครองประเทศที่อ่อนแอในยุโรปได้ง่ายกว่าเดิมอีก เนื่องจากอำนาจต่อรองที่ลดลงของอียู

สาม Brexit สร้างความปั่นป่วนเป็นระยะเวลายาวนานต่อสกุลเงินต่างๆ ของโลก จะเห็นได้ว่าทั้งค่าเงินปอนด์ ยูโร และเยน ผันผวนหนักในช่วง 1 สัปดาห์หลังจาก Brexit เราจะเห็นความผันผวนในลักษณะนี้ไปอีกนาน และระดับของความผันผวนจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นครั้งคราว เหตุผลคือวิกฤติในครั้งนี้ เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อระบบของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินระหว่างประเทศที่ได้รับการกระทบกระเทือนเข้าอย่างจัง โดยที่กว่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง ต้องใช้เวลายาวนานกว่าปัญหาอื่น

สี่ ไม่มียาดีเหมือนช่วงวิกฤติซับไพร์ม จะเห็นได้ว่าในรอบที่แล้ว มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE เสมือนยาดีที่ช่วงผ่อนคลายการชะลอตัวทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี จนข้ามมาถึงการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งก็สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจยุโรปกระเตื้องขึ้นมาบ้าง ทว่ารอบนี้ สำหรับ Brexit จะใช้ยาเดิมมาแก้คงจะไม่ได้ และคาดว่าคงไม่มียาตัวไหนมาแก้ได้เบ็ดเสร็จด้วย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะปัญหาหรือผลกระทบที่ต่อเนื่องจาก Brexit มีความเป็นพลวัตมากกว่าวิกฤติรอบที่แล้ว

ห้า Brexit ถือเป็น Zero Sum Game สำหรับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเมื่ออังกฤษเสียผลประโยชน์ ก็จะมีผู้ได้รับประโยชน์แทน อาทิ ในวงการการเงิน เมืองดับลินของไอร์แลนด์ และลักเซมเบอร์ก จะมาแทนที่ลอนดอนในการเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หรือว่าเยอรมันก็จะกลายเป็นประตูการค้าของจีนสู่ยุโรปแทนที่อังกฤษไป ดังนั้น มาตรการในการแก้วิกฤติ Brexit จึงน่าจะไม่มีการร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง เหมือนช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ซึ่งเป็นเกมที่ Win-Win ทุกคนได้รับประโยชน์หากรอดพ้นจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ สิ่งนี้ จะทำให้ Brexit ยิ่งฟื้นตัวจากไข้ได้ช้ากว่าวิกฤติครั้งก่อน นอกจากนี้ การเมืองในอังกฤษก็จะมีความไร้เสถียรภาพไปอีกยาวนาน

สุดท้าย ไม่เหมือนวิกฤติรอบที่แล้วที่ธนาคารกลางเป็นพระเอก ในรอบนี้ธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางยุโรปจะทำงานได้ยากขึ้น เนื่องจากเสถียรภาพของรัฐบาลอังกฤษและคณะกรรมการยูโรที่จะสั่นคลอนเป็นระยะๆ จนมีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่ต่อเนื่องของตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลาง ซึ่งหมายรวมถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐที่จะทำงานได้ยากขึ้นหรืออาจไม่ได้ทำงานต่อ หากนายโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงปลายปีนี้ ที่ตัวนายทรัมป์มีโอกาสมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจากกระแส Brexit ในตอนนี้นี่เองครับ