“ความเป็นไทย” กับชนบท

“ความเป็นไทย” กับชนบท

วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยที่ประกอบด้วยการให้ความหมายแก่ “ความเป็นไทย” โดยปัญญาชนกระแสหลัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีผลกระทบต่อสังคมชนบทไทยอย่างลึกซึ้ง เพราะนำไปสู่การกำหนดสร้างนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ที่ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยของชนชั้นนำและต่อมาได้ถ่ายทอดซ้ำจนฝังเข้าไว้ในวิธีคิดของชนชั้นกลาง ที่สำคัญ ได้แก่ วิธีคิดที่ว่าการแบ่งคนออกเป็นลำดับชั้นหรือการ “รู้ที่ต่ำที่สูง” เป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงาม วิธีคิดที่ว่าการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทยคือ “การปกครองแบบไทย” ที่ผู้ปกครองเป็นคนดีมีคุณธรรมของพุทธศาสนาและมีความรู้ความสามารถ

ส่วนคนในชนบทนั้น การสร้างมโนทัศน์ “สังคมชาวนาทำให้วัฒนธรรมของชาวบ้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งชาติ ก็เน้นเรื่อง “ชนชั้น” ทางสังคมและวัฒนธรรม และเน้นความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมที่ไม่เสมอภาค โดยเห็นว่าวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นจะต้องบูรณาการเข้าหากันจนเกิดลักษณะร่วมของ วัฒนธรรมแห่งชาติ ขึ้นมา ส่วนลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น ควรจะรักษาไว้เฉพาะส่วนย่อยๆ ที่ไม่มีความสำคัญ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะทำให้เกิดความบกพร่องใน เอกัตภาพ ซึ่งจะทำให้ชาติไทยหรือสังคมไทยขาดความมั่นคง

นอกจากนี้ วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยยังให้ความสำคัญแก่บทบาทของชนชั้นนำในการปรับเปลี่ยนสังคมและวัฒนธรรมไทยให้เจริญก้าวหน้าขึ้น โดยจะต้องรักษามรดกจากอดีตเอาไว้ให้มากโดยเฉพาะส่วนที่ชนชั้นนำเลือกสรร เพราะเห็นว่าเหมาะสมและร่วมอยู่กับแกนหลักของวัฒนธรรมแห่งชาติได้ ดังนั้น มโนทัศน์ สังคมและวัฒนธรรมไทย ที่เน้นการแบ่งชนชั้น และเน้นวัฒนธรรมแบบจารีตยังคงมีอิทธิพลอย่างสูง และมีผลต่อวิธีคิดของคนไทยอย่างลึกซึ้งสืบมา

การให้ความหมายคนชนบท (หรือชนชั้นล่าง) ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนั้น ยังคงสืบเนื่องจากปัญญาชนกระแสหลักอย่างลึกซึ้ง คนชนบทยังคงขาดปัญญาหรือยังมีความสามารถในการใช้เหตุผลไม่เพียงพอที่จะได้รับสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองอย่างเสมอภาคกับคนอื่นๆ เพราะคนชนบทตกอยู่ในวัฏจักร “โง่ จน เจ็บ” ที่อ่อนต่อโลกและไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเองต้องการอะไร ดังนั้น ทุกคนควรทำหน้าที่ตามสถานภาพทางสังคมโดยไม่ควรเรียกร้องสิทธิใดๆ

แต่เพื่อไม่ให้สังคมตึงเครียดมากเกินไปในระบบความสัมพันธ์ตามวิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทย ปัญญาชนกระแสหลัก ก็เน้นว่าผู้ปกครองจะต้องมีความเมตตา ไม่ลุแก่อำนาจอย่างไร้ความกรุณา เมตตา และคนในชนบทควรจะต้องรอคอยความเมตตาเอื้ออาทรจากผู้ที่มีสติปัญญาและคุณธรรมเหนือกว่า และควรจะยึดมั่นในคุณธรรมไทย เช่น ความเชื่อฟัง ความสามัคคี ความเสียสละ ความกตัญญูกตเวที เพื่อให้สังคมสงบสุข มีความมั่นคง และความเจริญก้าวหน้า ซึ่งก่อรูปทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

ภาพของชนบท หรือ สังคมชาวนา จึงถูกเน้นรายละเอียดเกี่ยวกับวัฒนธรรมของประชาชน อันได้แก่วิถีชีวิต ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี และงานเทศกาลในท้องถิ่นต่างๆ ได้ทำให้คนไทยรับรู้ว่าชนบทเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชีวิตประจำวัน และมีความสนุกสนานรื่นเริงในงานประเพณีที่ชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้นในโอกาสต่างๆ

ภาพความขัดแย้งและปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองจึงไม่ปรากฏในภาพของ “สังคมชาวนาโดยรวม หากเกิดปัญหาที่เป็นผลมาจากโครงสร้างก็จะถูกนำเสนอให้เห็นเป็นเฉพาะกรณีไม่ใช่เกิดจากโครงสร้าง แม้ชนบทจะมีปัญหาบางประการ เช่น ความเชื่อที่งมงาย ภัยธรรมชาติต่างๆ นานา แต่ปัญหาต่างๆ ก็สามารถจะปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยอาศัยการพัฒนาชนบทของรัฐและความช่วยเหลือจากชนชั้นนำ

ภาพของ สังคมชาวนา เช่นนี้กลายเป็นมโนทัศน์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงวิชาการและสังคมไทยตลอดมาภาพของชนบทที่ปัญญาชนกระแสหลักเสนอ ทำให้คนในเมืองเชื่อว่าไม่มีจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและการเมือง

อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนกระแสหลักได้เน้นไว้ด้วยว่า ถึงแม้ชนบทจะดี แต่ก็ต้องพัฒนาชนบทให้ทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าไม่นำสิ่งดีจากภายนอกเข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรมไทยให้เจริญก้าวหน้าทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกแล้ว สิ่งที่เคย ดี ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ ไม่ดี ก็ได้ ดังนั้นจึงต้องละทิ้งสิ่งที่ไม่ดี และรับเอาสิ่งที่ดีเข้ามาตลอดเวลา ซึ่งปัญญาชนกระแสหลักจะเน้นว่าชนชั้นนำที่มีปัญญาเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นจะสามารถเลือกสรรได้ว่าควรจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใด เพียงใด และอย่างไร และจะเปลี่ยนโดยนำเอาสิ่งใหม่มาเชื่อมต่อกับสิ่งเก่าให้สอดคล้องและเข้ากันได้ดีกับชีวิตจิตใจแบบไทยๆ ได้อย่างไร แนวคิดเช่นนี้มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการพัฒนาชนบทไทยสืบมา (หากสนใจในเรื่องนี้ โปรดอ่าน สายชล สัตยานุรักษ์, พระยาอนุมานราชธน : ปราชญ์สามัญชนผู้นิรมิต "ความเป็นไทย, สำนักพิมพ์มติชน 2556)

จะเห็นได้ว่า วิธีคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมไทยดังกล่าวข้างต้น ทำให้ชนชั้นนำและชนชั้นกลางเห็นว่าการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่เหมาะสมกับสังคมไทย ความเสมอภาคทางการเมืองที่เข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจใน “สังคมและวัฒนธรรมไทย” แบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะได้รับการยอมรับ และคุณธรรมไทยทั้งหลายก็เอื้อต่อการยอมรับอำนาจเผด็จการของ “คนดี” และยังเป็นส่วนสำคัญของอุดมการณ์ในระบบอุปถัมภ์อีกด้วย