หลักประกันทางธุรกิจ กับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนของ SME

หลักประกันทางธุรกิจ กับโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนของ SME

ปัญหาสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME คือการขาด “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์

เนื่องจากผู้ประกอบการ SME บ้านเรายังไม่มีระบบบัญชีที่น่าเชื่อถือ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างถูกต้อง จึงต้องเรียกหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงจากการไม่ชำระหนี้ของผู้กู้ ข้อจำกัดทางด้านหลักประกันที่ผ่านมา คือ สถาบันการเงินรับหลักประกันที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ที่มีทะเบียนบางประเภทเท่านั้น

จากข้อจำกัดดังกล่าว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีการเห็นชอบพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ทรัพย์สินที่อาจนำมาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ในลักษณะที่ผู้ให้หลักประกันไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับหลักประกันหรือการจำนองตามมาตรา 703 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำกัดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์มีทะเบียนบางประเภทเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถนำทรัพย์สินอื่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจนอกจากทรัพย์สินดังกล่าว มาใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ในลักษณะที่ผู้ให้หลักประกันไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับหลักประกันได้

หลักทรัพย์ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกัน ได้แก่ สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ  สินค้าคงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า หรือทรัพย์สินทางปัญญา โดยทรัพย์สินเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินจะรับเป็นหลักประกันเสริม ไม่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ทำให้กระบวนการบังคับจำนองมีความล่าช้า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างระบบการบังคับหลักประกันที่มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจ ผู้ให้หลักประกันจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ แต่ผู้รับหลักประกันต้องเป็นสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยผู้รับหลักประกันมีหน้าที่ยื่นจดทะเบียนสัญญาหลักประกัน ณ สำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และมีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้จากหลักประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น

การผลักดันให้หลักประกันทางธุรกิจเหล่านี้ใช้เป็นหลักประกันได้ เป็นเพียงการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นหลักประกันได้ มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง แต่ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ประกอบการ SME สถาบันการเงินมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เข้มงวด เพราะจะมีผลกระทบต่อการกันเงินสำรองเมื่อมีการจัดชั้นหนี้ การประเมินมูลค่าทรัพย์สินเหล่านี้ จะต้องมีการประเมินที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองไว้ อาทิเช่น สินทรัพย์ทางปัญญากำหนดไว้ที่ 90 % ของราคาประเมินต้องมีการประเมินมูลค่าทุก 3 ปี สินค้าคงคลัง กำหนดไว้ที่ 60 % ของราคาตลาด มีการประเมินทุกสิ้นงวดบัญชี

ท่านผู้ประกอบการจะต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีข้อมูลทางการเงินที่น่าเชื่อถือ จึงจะสามารถผ่านเกณฑ์การอนุมัติที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ระบบ Scoring ในการพิจารณาสินเชื่อรายย่อยได้ การเพิ่มหลักประกันทางธุรกิจในช่วงนี้จึงไม่น่าจะช่วยเหลือ SME ได้ สิ่งที่ SME ต้องการอย่างเร่งด่วนคือ การเยียวยาช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาความเดือดร้อน

โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องให้กับ SME ที่ยังดำเนินกิจการ ให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบันครับ