เสียงของประชาชน

เสียงของประชาชน

หลังจากที่ท่านผู้อ่านได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวและผลการลงประชามติของประชาชนใน สหราชอาณาจักรว่า

จะอยู่หรือถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit Referendum) ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วนั้น ก็ถึงคราวที่ประเทศไทยของเราจะมีการลงประชามติของตัวเองกันบ้าง ซึ่งนั่นก็คือการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ในบทความครั้งนี้ผู้เขียนขอละการวิจารณ์เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ไว้ ให้ท่านผู้อ่านได้ใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลพิจารณากันตามอัธยาศัย แต่จะขอเล่าเรื่องกระบวนการลงประชามติและผลของการลงประชามติให้ทุกท่านได้ทราบเป็นข้อมูล

การลงประชามติคืออะไร? คำว่าการลงประชามติมีที่มาจากภาษาอังกฤษคือ referendum โดยมีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า refero ซึ่งมีความหมายว่า "การนำกลับไป (bring back)" โดยถูกนำมาใช้เพื่อสื่อว่าเป็นการนำเอาประเด็นปัญหากลับไปให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจเป็นผู้ตัดสินใจ แทนที่จะให้รัฐสภาในฐานะผู้แทนประชาชนทำหน้าที่ดังกล่าว

ในทางกฎหมายผลของการลงประชามติอาจแบ่งได้ 2 ประเภทอย่างกว้างๆ อย่างแรกคือ ประชามติที่มีสภาพบังคับ กล่าวคือ ผลของประชามติผูกพันให้องค์กรของรัฐต้องปฏิบัติตาม อย่างที่สอง คือประชามติที่ไม่มีสภาพบังคับ กล่าวคือ องค์กรของรัฐอาจจะไม่ต้องทำตามผลของประชามติก็ได้ เพียงแต่เป็นการขอความเห็นของประชาชนเท่านั้น โดยอำนาจการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวยังอยู่ที่รัฐสภา

ในประเทศต่าง ๆ ก็มีการรับเอาผลการลงประชามติทั้งสองประเภทไปใช้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และฝรั่งเศส มักจะกำหนดให้การลงประชามติทุกกรณีเป็นแบบมีสภาพบังคับ ส่วนในประเทศสวีเดน สเปน และสหราชอาณาจักร มักกำหนดให้การลงประชามติเป็นแบบไม่มีสภาพบังคับ อย่างเช่นผลของการลงประชามติให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปนั้นก็เป็นแบบไม่มีสภาพบังคับ โดยรัฐบาลอังกฤษไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องปฏิบัติตามผลการลงประชามติแต่อย่างใด รัฐสภาอังกฤษอาจจะดำเนินการเป็นประการอื่นก็ได้

สำหรับการลงประชามติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทยนั้นมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการลงประชามติ โดยกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวได้กำหนดกรอบการจัดการลงประชามติ คุณสมบัติผู้มีสิทธิออกเสียง วิธีการลงคะแนนเสียง และการนับคะแนน และที่สำคัญคือ กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดผลผูกพันของประชามติเอาไว้ด้วย

มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2548 ได้กำหนดผลของการลงประชามติไว้อย่างชัดเจนว่าหาก "ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการกล่าวคือรัฐบาลมีหน้าที่ต้องนำผลการลงประชามติที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญไปดำเนินการโดยทันที โดยไม่สามารถจะดำเนินการเป็นอย่างอื่นได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าในกรณีที่เสียงข้างมากลงคะแนนไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังไม่ปรากฏแนวทางที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

จะเห็นได้ว่าคะแนนเสียงของพวกเราในการลงประชามติครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งในการที่จะกำหนดทิศทางของประเทศไทยต่อไป แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าการลงประชามติครั้งนี้ไม่มีช่องทางให้ผู้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทยลงคะแนน และไม่เปิดโอกาสให้มีการลงคะแนนล่วงหน้า (ในกรณีที่ผู้มีสิทธิไม่สะดวกลงประชามติในวันที่กำหนด) เพียงแต่มีการเปิดโอกาสให้ใช้สิทธินอกเขตตามทะเบียนบ้านได้โดยผู้มีสิทธิจะต้องไปลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต หากเป็นการยื่นขอลงทะเบียนนอกเขตด้วยตนเอง

ผู้มีสิทธิสามารถไปยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานเขต (สำหรับกรุงเทพ) หรือสำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น (สำหรับต่างจังหวัด) จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้ผู้มีสิทธิอาจขอยื่นลงทะเบียนนอกเขตทางไปรษณีย์หรือทางอินเทอร์เน็ตโดยสามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ที่ http://election.dopa.go.th จนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้นค่ะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีค่ะ