เศรษฐกิจโลกยุค Post-Brexit

เศรษฐกิจโลกยุค Post-Brexit

ในบ่ายวันที่ 24 มิถุนายน 2559 เป็นวันที่ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึก เพราะผลการทำประชามติระบุออกมาว่า

สหราชอาณาจักรต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หลังเข้าร่วมเป็นสมาชิกมานาน 40 ปี บทความนี้จะกล่าวถึงผลกระทบในระยะสั้น-กลาง-ยาว จาก Brexit ในมุมมองของเศรษฐกิจ ทุกครั้ง เวลาที่เราจะประเมินผลกระทบของนโยบายอะไรสักอย่างหนึ่ง ต้องมี 3 คำตอบในใจ คือ 1) Speed 2) Direction 3) Magnitude

ข้อแรกเลยคือ Speed หรือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง จากกรณี Brexit นั้น ที่ชาวสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่โหวตออก แต่ไม่ได้หมายความว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปในเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2559 เสียเมื่อไหร่ ยังมีระยะเวลาในการดำเนินการในการพ้นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป อีก 2 ปี หลัก freedom of movement ยังคงใช้เหมือนเดิม แรงงานในอีก 27 ประเทศสามารถเข้า-ออกสหราชอาณาจักรได้ดังเดิม แต่สถานะหลังจากสองปีนี้ ก็จะไม่แน่มั่นคงดังเดิม โดยที่สหราชอาณาจักรจะหมดสิทธิในการออกความเห็นเรื่องกฎหมายใหม่ๆ ที่อยู่ในขั้นของการพิจารณาโดยสหภาพยุโรป ข้อสองคือ Direction สหราชอาณาจักรจะเดินไปทางไหน? จริงๆ แล้วไม่ถือว่าสหราชอาณาจักรหมดทางเลือกเสียทีเดียว ในอนาคตอาจเดินไปจับมืออดีตคนรักอย่าง EU โดยรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจแบบที่ทำกับ EFTA (กลุ่มนอรเวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์) หรือถ้าจะให้คล้ายคลึงคงเป็นการทำสหภาพศุลกากร เหมือนที่ EU ทำกับตุรกี เพราะไม่เก็บภาษีระหว่างกัน แถมยังเก็บคนนอกในอัตราเดียวกัน หรือหากสหราชอาณาจักรอยากจะแค่ค้าขายกันภายในเฉยๆ ไม่ต้องมีพันธะ ความตกลงใดๆ ก็ย่อมทำได้

ในแต่ละปี สหราชอาณาจักรส่งออกไป EU กว่าครึ่ง หาก EU ตั้งกำแพงภาษีขึ้น แน่นอนว่ามูลค่าการค้าขายระหว่างกันจะลดลงแน่นอน เพราะสินค้านำเข้าจากสหราชอาณาจักรจะแพงขึ้นทันที นอกจากอดีตเพื่อนรักทั้ง 27 ประเทศแล้ว สหราชอาณาจักรอาจเลือกเจรจาการค้ากับคู่ค้าที่มีศักยภาพหรือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐ จีน และประเทศในกลุ่ม Common Wealth ดังนั้น ในอนาคตเราจึงอาจเห็นการกลับมาของ Common Wealth ที่เป็นมากกว่าแค่กลุ่มรวมอดีตประเทศอาณานิคมของอังกฤษ

ข้อสามคือ Magnitude ซึ่งจะแบ่งผลลัพธ์ออกเป็นระยะสั้น-กลาง-ยาว ดังนี้

ระยะสั้น

ตลาดเงินปั่นป่วนทั่วโลก เหตุความไม่มั่นใจต่อเหตุการณ์ เงินปอนด์อ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบ 31 ปี ในวันเดียวค่าเงินร่วงลงกว่า 10% สาเหตุที่เงินปอนด์อ่อน เป็นเพราะนักลงทุนเทขายหุ้นและนำเงินลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น

เมื่อเงินปอนด์อ่อนค่าลง เหตุเพราะนักลงทุนมีความกังวลจึงนำเงินออกจากประเทศ สินค้านำเข้าภายในสหราชอาณาจักรจะมีราคาแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และพบว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่ขายในท้องตลาด เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ สินค้าเหล่านี้เมื่อตีเป็นราคาปอนด์จะมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้าและอาหาร ซึ่งยิ่งสินค้ามีความฟุ่มเฟือยมากเท่าไหร่ การบริโภคยิ่งลดลงเท่านั้น สิ่งที่น่ากังวลคือเงินเฟ้อ แม้ในปัจจุบัน เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรจะต่ำ 0.3% แต่ขอคาดการณ์จากนี้ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นแน่นอน เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น คนที่ตอบคำถามลำบากคือธนาคารกลางว่าจะดำเนินนโยบายทางเงิน     สิ่งที่ตามมาจากเงินเฟ้อ คือ ทาง 2 แพร่ง ว่าธนาคารกลางอังกฤษจะ เพิ่ม หรือ ลดอัตราดอกเบี้ย ถามว่าทำไมเกี่ยวกัน? หากธนาคารกลางอังกฤษเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เงินปอนด์จะน่าสนใจมากยิ่งขึ้น กล่าวคือประชาชนหรือนักลงทุนสามารถนำเงินปอนด์หรือแลกเงินต่างชาติมาเป็นเงินปอนด์เพื่อฝากในธนาคาร เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น นั่นแปลว่าปริมาณเงินต่างชาติจะเพิ่มขึ้น มีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนกลับสู่สภาวะใกล้เคียงกับปกติ เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น หรือในอีกแง่หนึ่ง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาเงินเฟ้อได้ เพราะประชาชนจะมีแรงจูงใจในการออม ความต้องการถือเงินลดลง ปริมาณเงินในระบบลด ปัญหาเงินเฟ้อทุเลา

ขณะที่ต้องระวังว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักทำในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เนื่องจากทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมสูงขึ้น นักลงทุนภายในประเทศเห็นจุดนี้ก็จะไม่อยากกู้หรือลงทุนเพิ่ม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเบาบางลง และอาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ไปกันใหญ่ เพราะอย่าลืมว่าเงินปอนด์อ่อน วัตถุดิบและเครื่องจักรที่นำเข้าก็จะแพงขึ้นเช่นกัน

หากธนาคารกลางของอังกฤษลดอัตราดอกเบี้ย ตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.50% คำถามที่ตามมาคือจะลดเป็นเท่าไหร่ ระหว่าง 0.25% หรือ 0% หรือใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบไปเลย การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มักใช้ได้ผล โดยเฉพาะกับภาคเศรษฐกิจจริง หมายถึงต้นทุนการทำธุรกิจที่ถูกลง สหราชอาณาจักรแม้จะพึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก แต่อย่าลืมว่าภาคบริการก็ต้องการการผลิตเข้าเสริม แต่ถ้าราคาการกู้แพง แน่นอนว่าก็ไม่มีใครอยากที่จะทำ สำหรับการเคลื่อนย้ายเงินทุน ต่อไปนี้ให้จับตาว่า นักลงทุนนำเงินไปพักที่ไหน หากเป็นตลาดเงินญี่ปุ่นอย่างที่ผ่านมา ค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นแน่นอน ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบโดยเฉพาะจะส่งออกยากขึ้น     สำหรับไทย แม้ดอกเบี้ยจะต่ำ แต่ตลาดหุ้นไทยมีเสถียรภาพ นักลงทุนอาจพิจารณามาไทย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น ส่งออกลำบาก เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูง ผู้ส่งออกต้องเตรียมการดีๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ไทย หากเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมากๆ การส่งออกของไทยมีปัญหาแน่นอน กระทรวงเศรษฐกิจทั้งหลายต้องมีคำตอบให้ประชาชนในตอนนี้

ในระยะสั้นนี้ พระเอกคือ Bank of England

ระยะกลาง

ในช่วง 1-2 ปีจากนี้ เป็นช่วงที่ทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยความไม่มั่นใจและกังวล แต่ตลาดเงินจะเริ่มนิ่งขึ้น หุ้นพื้นฐานจะกลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง ในแง่ของภาคเศรษฐกิจจริง การค้าระหว่างสหราชอาณาจักร (UK) กับ EU จะยังไม่ได้ผลกระทบจนกว่าจะเกิดข้อสรุปมาได้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าจะเป็น อย่างไร EU จะปฏิบัติต่อ UK ในฐานะประเทศนอกสมาชิกทันทีหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น แน่นอนว่า UK จะได้รับผลกระทบมาก เพราะส่งออกไปที่ EU มาก (กว่า 45% ของการส่งออกของ UK ไปที่ตลาด EU) หรือหาก UK ตั้งกำแพงภาษีสูงขึ้น อย่าลืมว่ากว่า 80% ของสินค้าที่ขายใน UK เป็นสินค้าจากต่างชาติ ซึ่งการตั้งภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น คนที่เดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกลุ่มคนชั้นกลางและคนรายได้น้อย

สำหรับนโยบายทางการเงิน หากการลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ผล UK อาจใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินได้ ซึ่งทำได้ทั้งการพิมพ์ธนบัตรเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรประเภทต่างๆ ส่งผลให้มีเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น อโดยธนาคารกลางอังกฤษต้องเรียนรู้การทำ QE จากสหรัฐและญี่ปุ่น ที่กระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก มีความเป็นไปได้ จะเกิดกระแสการออกจาก EU ขึ้นอีก แต่ที่ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่สก็อตแลนด์อาจทำประชามติอีกครั้งที่จะขอแยกตัวออกจาก UK และเข้าเป็นสมาชิก EU รายต่อไป ไทยอาจพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยการออกไป Roadshow ที่ UK ทำให้เขาเห็นว่าไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่ามาลงทุน (ลงทุนทางตรง เปิดโรงงาน เปิดกิจการ) หากนักลงทุน UK ไม่สนใจตลาด EU แล้ว ก็ยังมีตลาดบ้านเราที่เปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่อังกฤษมีศักยภาพ เช่น เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องบินและส่วนประกอบ รวมถึงภาคบริการอย่างการท่องเที่ยว เป็นต้น

พระเอกในระยะสั้น คือ Department of Trade Negotiations + Bank of England

ระยะยาว

เกิดการเจรจาการค้าใหม่ UK ต้องเร่งเจรจาการค้ากับคู่ค้าที่มีศักยภาพ ซึ่งหาก UK เลือก EU คำถามที่ต้องตอบคือกฎเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรียังคงมีอยู่หรือไม่ ซึ่ง UK จะต้องต่อรองกับ EU หากใครสักคนไม่ยอม การเจรจาก็จบ เพราะเห็นได้ชัดว่า หนึ่งในประเด็นที่ทำให้เกิด Brexit ขึ้นมาจริงๆ ก็คือเรื่องของคนอพยพ มีความเป็นไปได้ที่ UK จะใช้มาตรการทั้งการกำหนดโควต้า และคุณสมบัติของผู้เข้ามาในประเทศ อาจอนุญาตให้เข้ามาเฉพาะแรงงานมีฝีมือ หรือกลุ่มวิชาชีพอย่างเช่นแพทย์ วิศวกร

UK ก็ยังคงเป็น UK ต่อไป ภาคบริการมีสัดส่วนสำคัญสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม โครงสร้างเศรษฐกิจตรงนี้น่าจะยังไม่เปลี่ยน เราคงไม่ได้เห็น UK เปลี่ยนเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกข้าว จับปลา ขาย Fish 'n Ship กันอย่างแน่นอน

สำหรับผลกระทบในระยะยาวต่อไทย ไทยและ UK ไม่ใช่คู่ค้าหลักต่อกัน ไทยส่งออกไปที่ UK เพียง 1.5% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด ดังนั้น จึงเป็นการยากที่ Brexit จะเร่งให้เกิด FTA ระหว่าง Thai-UK แต่ก็ถือว่าเป็นไปได้ เพราะ UK เป็นตลาดที่มีศักยภาพ ประชากรใกล้เคียงกับไทย แต่รสนิยมดี สินค้าที่ผลิตขึ้นด้วยความปราณีต มีศิลปวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง สินค้าหรูหราอาจเจาะตลาด UK ได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกันไว้

พระเอกในระยะสั้น คือ รัฐบาลของอังกฤษ

ปิดท้าย

ที่น่าเป็นห่วงคือเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ซึ่งหากเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมา ไทยและอาเซียนจะได้รับผลลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็ผลในตลาดเงินในระยะสั้นและระยะกลาง จากนี้อังกฤษต้องเริ่มเจรจาข้อตกลงการค้ากับอียูใหม่ นำไปสู่ความไม่แน่นอน นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของอังกฤษเติบโตช้าลง และในระยะยาว

ทั้งนี้ ไทยและอาเซียนที่เพิ่งรวบตัวกันได้ไม่กี่เดือน ควรจะมอง Brexit เป็นบทเรียนที่ล้ำค่า จุดสูงสุดของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดก็คือ EU และวันนี้ ความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของมันกำลังสั่นคลอน

-------------------------

วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

[email protected]