Brexit….มาถึงตรงนี้ได้อย่างไร?

Brexit….มาถึงตรงนี้ได้อย่างไร?

​คนอังกฤษ 17.4 ล้านคนลงมติสวนทิศทางที่ผู้รู้ทั้งหลายทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสื่อ นักวิชาการ หรือนักการเมืองเห็น

ตรงกันว่าการออกจาก EU คือการทำลายตนเองโดยแท้ อะไรทำให้อังกฤษมาถึงตรงนี้ได้

ในการลงประชามติมีผู้มีสิทธิทั้งหมด 46.73 ล้านคน แต่มาลงคะแนน 33.55 ล้านคน หรือร้อยละ 71.8 โดยคนที่ต้องการออกจาก EU มี 17.41 ล้านคน ต้องการอยู่ต่อ 16.14 ล้านคน ดังนั้นในจำนวนประชาชนที่ถือว่าเป็นผู้ใหญ่มีวิจารณญานทั้งหมดจึงมีคนแสดงความต้องการออกจาก EU จริง ๆ ร้อยละ 37.31 ที่เหลือคือคนที่ไม่ต้องการออกและผู้ที่ไม่มาลงคะแนนเสียง โดยมีการเฉือนชนะกันด้วยคะแนน 1.27 ล้านคนนั้น จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าตกใจ

ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งโลกเกือบร้อยละร้อยเห็นตรงกันว่า Brexit จะทำให้อังกฤษเสียหายครั้งใหญ่ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้นจะลดลงร้อยละ 2.9 และเลวร้ายกว่านี้ในระยะยาว การค้าระหว่างประเทศจะลดน้อยลง (อังกฤษส่งออกไป EU ร้อยละ 50 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะลดลง ค่าเงินปอนด์ลดลง ทั้งหมดก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลิตภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่งคั่งของเศรษฐกิจอังกฤษ

ไม่ว่าจะชนะกันด้วยคะแนนเท่าใด มีผู้มาลงคะแนนเสียงกี่คน กติกาของระบอบประชาธิปไตยก็คือเสียงส่วนใหญ่ทั้งนี้เพื่อให้มีคำตอบอย่างไม่ต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง ซึ่งการมีคำตอบนี้มีราคาแพงมากในกรณีนี้เพียงร้อยละ 37 ซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมดแสดงความประสงค์ชัดเจนว่าต้องการออกระบอบประชาธิปไตยเป็นเช่นนี้ การแสดงเจตจำนงค์ลาออกของ David Cameron นายกรัฐมนตรีทันทีที่รู้ผลคือความงดงามของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบอบซึ่งสะท้อนเสียงของประชาชน ถึงแม้จะไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่อย่างแท้จริงก็ตาม เมื่อ “เสียงส่วนน้อย” แสดงความเห็นชัดเจนก็ต้องเป็นไปตามกลไกนี้ ช่วยไม่ได้กับคนอีก 13.8 ล้านคนที่เขาให้โอกาสแล้วแต่ไม่มาลงคะแนนเสียง

​ Josep Carmona Coca สื่ออังกฤษให้เหตุผล 8 ข้อว่าเหตุใดฝ่ายต้องการ Leave จาก EU จึงชนะฝ่าย Remain ข้อ 

(1) การขู่ให้กลัวด้านเศรษฐกิจของฝ่าย Remain ไหม้มือตัวเอง สาธารณชนได้รับข้อมูลด้านลบจากแหล่งต่างๆ มากมาย เช่นจาก IMF OECD ธนาคารกลาง นักวิชาการ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี แม้แต่ประธานาธิบดี Obama ยังบินมาบอกว่าถ้าออกละก็อาจต้องไปเข้าคิวใหม่เพื่อให้ได้เงื่อนไขการค้าที่ดี ในที่สุดฝ่าย Leave ก็ไม่เชื่อ ทั้งหมดนี้มิได้เป็นแต่เพียงการปฏิวัติต่อกลุ่มคนหรือความเชื่อเก่าๆ เท่านั้น แต่ฝ่าย Leave ส่วนหนึ่งเชื่อว่าพวกตรงข้ามคือพวกคนรวย พวกชนชั้นนำทางสังคมซึ่งมีผลประโยชน์จากการอยู่ใน EU การชนะของ Leave แสดงว่ามีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้งมิได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเป็นสมาชิก EU ดังนั้นจึงไม่แคร์

(2) ในตอนต้นฝ่าย Leave อ้างว่าการออกจาก EU จะทำให้รัฐบาลมีเงินในมือเพิ่มขึ้นอาทิตย์ละ 350 ล้านปอนด์ฃึ่งสามารถเอามาช่วยด้านสาธารณสุขได้มาก ต่อมากลายเป็นตัวเลขที่เกินจริง แต่คนลงคะแนนได้ตัวเลขนี้ฝังลงไปในหัวแล้ว จึงเห็นว่าทำไมจะต้องจ่ายเงินมากขนาดนี้ให้ EU

(3) การมีคนอพยพเข้าประเทศมากขึ้นทำให้กลุ่ม Leave รู้ดีว่าคนอังกฤษกังวลมากขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนอังกฤษซึ่งเป็นคนอนุรักษ์นิยมโดยธรรมชาติจึงไม่พอใจ เมื่อมีคนมาบอกว่าตุรกีจะเป็นสมาชิก EU และจะนำไปสู่การอพยพเข้าอังกฤษอีกมากมายในอนาคตอันใกล้ ตามเงื่อนไขของการเป็นสมาชิก EU (กว่า 1 ล้านคนในปีที่ผ่านมามีคนอพยพเข้าสู่ยุโรปจากซีเรีย ตุรกี และหลายประเทศ) ฟางเส้นสุดท้ายคือตัวเลข 100,000 คนที่คนต่างชาติอพยพเข้าอังกฤษในปีที่ผ่านมา

(4) คนเลิกฟัง David Cameron การยอมเสี่ยงเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของพวก Remain โดยอ้างว่าขอให้เชื่อใจเขาเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ได้ผล การไปเจรจากับ EU เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขอังกฤษกับ EU ในเรื่องเพดานการจ่ายเงินและอื่นๆ ก่อนลงประชามติเพื่อช่วยฝ่าย Remain ก็ไม่มีผลทางใจต่อสาธารณชน คนหมดศรัทธาในความสามารถของเขาในการขอการผ่อนปรนจาก EU จนเชื่อว่าการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับอังกฤษไม่มีทางเกิดขึ้นได้ จึงเลือกออกมาจาก EU

(5) ส.ส.ร้อยละ 90 ของพรรค Labour สนับสนุน Remain แต่ก็ไม่อาจโน้มน้าวแรงงานซึ่งเป็นฐานเสียงให้เห็นตามได้ เพราะกลัวถูกแย่งงานโดยพวกอพยพใหม่

(6) เมื่อ Michael Gove รัฐมนตรียุติธรรม และ Boris Johnson อดีตนายกเทศมนตรีลอนดอน โดดลงช่วยสนับสนุน Leave ทำให้กลุ่มนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเพราะความเป็นที่นิยมของทั้งสองคน ทำให้ผู้นำกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเกิดโมเมนตั้มขึ้น

(7) ผู้สูงอายุพากันไปลงคะแนนมากเป็นพิเศษ กลุ่มต่ำกว่า 35 ปีสนับสนุน Remain เกินครึ่ง แต่ในกลุ่ม 55 ปีขึ้นไปหนุน Leave ถึง 3 ใน 5 จึงชัดเจนในการลงประชามติว่าเสียง Leave ส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจชั้นกลาง ขณะที่คนหนุ่มโน้มที่จะอยู่กลุ่ม Remain

(8) อังกฤษไม่เคยสัมพันธ์กับยุโรปแนบแน่น ในปี 1975 อังกฤษก็เคยมีประชามติเรื่องจะอยู่กับยุโรปใน EEC (ตลาดร่วมยุโรปก่อนที่จะพัฒนามาเป็น EU) หรือไม่ และกลุ่มอยู่ชนะท่วมท้น แต่กระนั้นความคลางแคลงในการเป็นสมาชิก EU ก็ไม่เคยหมดไป

สรุปว่า Leave ชนะก็เพราะคนอังกฤษ กลัวเสียเงินแบบไม่เข้าท่า กลัวพวกอพยพในรูปแบบของการก่อการร้ายและแย่งงาน และ กลัวสูญเสียอธิปไตยต้องการกำหนดชะตาชีวิตตนเองโดยไม่ถูกบังคับโดยกฎหมาย EU

เด็ดดอกไม้ดอกเดียวยังกระทบถึงดวงดาว แล้วอังกฤษอดีตมหาอาณาจักรผู้ยิ่งบารมีและมีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 2 ของ EU ออกจาก EU จะไม่ให้ชาวโลกหนาวสั่นได้อย่างไร