อันเนื่องมาจากเรื่องอุจจาระของปีศาจ

อันเนื่องมาจากเรื่องอุจจาระของปีศาจ

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมอ้างถึงคำเตือนของรัฐมนตรีพลังงานเวเนซุเอลาเรื่องผลร้ายซึ่งอาจมากับรายได้จากการขายน้ำมัน

โดยเขาเรียกน้ำมันว่า อุจจาระของปีศาจ” (Devil’s Excrement) รัฐมนตรีคนนั้นมีความรอบรู้หลายด้านและเป็นหัวจักรใหญ่ในการขับเคลื่อนให้ก่อตั้งองค์กรของประเทศส่งออกน้ำมันที่รู้กันในนามของ “โอเปก” (OPEC = Organization of Petroleum Exporting Countries) เมื่อปี 2503 สมาชิกก่อตั้งได้แก่ เวเนซุเอลา อิหร่าน อีรัก คูเวตและซาอุดิอาระเบีย

ในปัจจุบันโอเปกมีสมาชิก 13 ประเทศ เป้าหมายของโอเปก ได้แก่ การร่วมมือกันเพื่อทำให้ตลาดน้ำมันมีเสถียรภาพ พร้อมกับประเทศสมาชิกมีรายได้มั่นคง องค์กรนี้แทบไม่เป็นที่รู้จักนอกวงการน้ำมัน จนกระทั่งเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลกับประเทศเพื่อนบ้านเมื่อปี 2516 ประเทศอาหรับที่เป็นสมาชิกโอเปกพากันหยุดขายน้ำมันให้ผู้สนับสนุนอิสราเอล ส่งผลให้น้ำมันขาดตลาดและราคาพุ่งขึ้นไปถึง 4 เท่า

การขายน้ำมันได้ในราคาสูงทำให้ประเทศส่งออกน้ำมันมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดทันที อย่างไรก็ดี แทนที่รายได้นั้นจะเป็นทุนที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนา มันกลับทำให้หลายประเทศประสบปัญหาสาหัสย้อนไปเมื่อปี 2544 ผมศึกษาบรรดาสมาชิก 11 ประเทศของโอเปกในช่วงเวลา 26 ปีหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 4 เท่า ผลของการศึกษาพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ “เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน” (ดาวโหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com ) นอกจากประเทศก่อตั้งทั้ง 5 แล้ว หนังสือครอบคลุมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ลิเบีย แอลจีเรีย อินโดนีเซียและไนจีเรีย

ในช่วงเวลา 26 ปีที่อ้างถึง ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดอีกครั้งระหว่างปี 2522-2524 สมาชิกในกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันมีรายได้คล้ายถูกหวยรางวัลที่ 1 ซ้ำอีก การศึกษาของผมสรุปว่า ในบรรดาสมาชิก 11 ประเทศดังกล่าวซาอุดิอาระเบียและอินโดนีเซียเท่านั้นที่รายได้จริงต่อคนของประชาชนเพิ่มขึ้นหลังเวลาผ่านไป 26 ปี ส่วนอีก 9 ประเทศรายได้จริงต่อคนของประชาชนลดลง

การศึกษานี้มีการเปรียบเทียบสมาชิกของโอเปกกับประเทศที่ไม่มีน้ำมันขาย แต่มีรายได้ในช่วงต้นไล่เลี่ยกันหรือน้อยกว่า ผลปรากฏว่าประเทศที่นำมาเปรียบเทียบเหล่านั้นมีรายได้จริงต่อคนเพิ่มขึ้นทุกประเทศ จากมุมมองของการพัฒนาจึงอาจสรุปได้ว่าการมีน้ำมันขายมิได้ช่วยอะไรมากนัก ตรงข้ามมันอาจนำปัญหาสาหัสมาให้ดังคำเตือนของรัฐมนตรีพลังงานของเวเนซุเอลา แต่ดังที่เราทราบกันดี อุจจาระมิได้มีโทษเสมอไป หากรู้จักใช้มันมีคุณ ในกรณีที่มันมีคุณ เราอาจดูนอร์เวย์เป็นตัวอย่าง

นอร์เวย์เริ่มผลิตน้ำมันปริมาณมากได้จากแหล่งน้ำมันในทะเลเหนือเมื่อตอนราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นครั้งที่สอง ส่งผลให้นอร์เวย์มีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาลทันที รายได้นั้นมิได้จูงใจให้นอร์เวย์ทำอะไรในแนวเดียวกับเวเนซุเอลา ตรงข้ามนอร์เวย์พยายามเก็บมันไว้ให้คนรุ่งหลังโดยตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Wealth Fund) ขึ้นมาบริหารจัดการ นอกจากนั้น รัฐบาลนอร์เวย์ยังดำเนินนโยบายประหยัดน้ำมันอย่างเข้มข้นอีกด้วย อาทิเช่น ตั้งราคาน้ำมันที่ขายให้ประชาชนไว้สูงมากถึงขนาดในบางช่วงเวลาเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลก นโยบายเหล่านั้นมีผลดีเป็นที่ประจักษ์ในขณะนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีทรัพย์สินรวมกันถึง 8.5 แสนล้านดอลลาร์

เรื่องการตั้งกองทุนเพื่อเก็บรายได้จากการขายน้ำมันไว้ให้คนรุ่งหลังของนอร์เวย์มิใช่แนวคิดใหม่ เนื่องจากคูเวตได้ตั้งกองทุนในแนวนั้นขึ้นก่อนแล้วเมื่อปี 2496 กองทุนของคูเวตประสบความสำเร็จสูงมากเนื่องจากในตอนก่อนที่จะถูกอิรักโจมตีเมื่อปี 2533 มีเงินปันผลให้รัฐบาลมากกว่ารายได้จากการขายน้ำมันเสียอีก แม้บ่อน้ำมันจะถูกเผาและปัจจัยพื้นฐานถูกทำลายในระหว่างสงครามทำให้คูเวตสูญรายได้ และต้องใช้เงินจำนวนมากรื้อฟื้นประเทศ แต่ในปัจจุบันกองทุนของคูเวตมีทรัพย์สินเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์ นับเป็นลำดับใหญ่ที่ 5 ของโลก

หลังจากนอร์เวย์พบน้ำปริมาณมากในทะเล บราซิลพยายามค้นหาอย่างเข้มข้นจนพบแหล่งน้ำมันขนาดยักษ์ในทะเลเช่นกัน แต่ก่อนที่จะมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนจำนวนมากจากการขายน้ำมัน บราซิลประสบปัญหาสาหัสทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง สืบเนื่องมาจากการพบน้ำมันนั้น นั่นคือ เกิดความฉ้อฉลขึ้นอย่างกว้างขวางในบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งเป็นหัวจักรใหญ่ในการพัฒนาแหล่งน้ำมัน ความฉ้อฉลนั้นเริ่มตั้งแต่ครั้งประธานาธิบดีคนปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ และมีนักการเมืองหลายคนได้ผลประโยชน์ ในปัจจุบันมีการตั้งข้อหากับประธานาธิบดีซึ่งอาจมีผลถึงกับปลดออกจากตำแหน่ง ความอึมครึมทางการเมืองมีผลกระทบทางลบสูงต่อเศรษฐกิจซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาถดถอยถึงเกือบร้อยละ 4 และจะถดถอยต่อไปในปีนี้

ในช่วงเริ่มพบน้ำมันปริมาณมาก นอร์เวย์และบราซิลมีความแตกต่างกันหลายด้าน ความแตกต่างสำคัญที่ชี้บ่งว่าน้ำมันจะเป็นอุจจาระของปีศาจแบบไหน ได้แก่ระดับของความฉ้อฉล ข้อมูลขององค์กรความโปร่งใสสากลบ่งชี้ว่านอร์เวย์อยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศที่มีความฉ้อฉลต่ำสุด ส่วนบราซิลมีความฉ้อฉลสูงในระดับเดียวกับไทย

เรื่องนี้น่าจะบ่งชี้ว่า ถ้าไทยพบน้ำมันปริมาณมากในเร็ววัน น้ำมันจะเป็นอุจจาระของปีศาจแบบไหน การรณรงค์อย่างต่อเนื่องเรื่องให้รัฐบาลลดราคาน้ำมัน และการยกเอาเวเนซุเอลาขึ้นมาเป็นต้นแบบของการใช้รายได้จากการขายน้ำมัน เป็นสัญญาณที่ยืนยันว่าสำหรับเมืองไทย น้ำมันจะเป็นอุจจาระของปีศาจแบบมีโทษมากกว่าแบบมีคุณ