โลกทัศน์มหาเศรษฐี (จำนวนไม่น้อย)

โลกทัศน์มหาเศรษฐี (จำนวนไม่น้อย)

เมื่อสมัยยี่สิบปีก่อนสมัยที่ผมยังเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย นั่งช่วยเขียนสภาวะแวดล้อมเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์

ของกระทรวงกลาโหม โดยการนำเอาเทคนิคการวาดภาพสถานการณ์ (Scenario Technique) มาใช้นั้นมีข้อหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักคือในอีกยี่สิบปีนับจากตอนนั้นจะเกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นคนรวยกับคนจนอย่างรุนแรง เหตุที่ตอนนั้นไม่เห็นด้วยเพราะมองว่าสังคมไทยมีกลไกป้องกันความขัดแย้งสูง ทั้งรวยและคนจนต่างปรับตัวจนไม่เกิดเรื่องกันทั้งที่ช่องว่างของกันและกันจะเพิ่มมากขึ้นทุกที คนรวยนั้นจะไม่พยายาม “กระเทือนจิตใจ”คนจน ขณะที่คนจนก็จะตระหนักในวัฒนธรรม “ไพร่อุปถัมภ์”ของตน ไม่หักกับเศรษฐี

แต่เมื่อสังคมไทยเข้าสู่ความขัดแย้งอย่างไม่อาจรอมชอมทางการเมืองกันได้เมื่อสิบปีก่อน ผลที่ตามมาคือชุดความขัดแย้งถึงราก ทุกเรื่อง และแทบไม่มีทางรอมชอมกันได้ ความเกลียดชังและอคติตกผลึกและมีแต่จะเพิ่มพูนด้วยท่าที น้ำเสียง การกระทำ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่น่าเป็นเรื่อง หรือเรื่องบิดเบือนที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็เชื่อกัน ความขัดแย้งด้านชนชั้นก็เป็นหนึ่งในเรื่องนั้น การกระทำหลายอย่างที่ปกติเศรษฐีทำกันแต่ไม่เปิดเผย วันนี้อาจโดนขุดคุ้ยเปิดโปงสร้างความไม่พอใจแก่คนชั้นล่าง พลังของโซเชียลมีเดียที่เร่งคดีให้เร็ว ระบาดและรุนแรงนั้นยิ่งทำให้ต่างชนชั้นเผชิญหน้ากัน ตอนนี้ผมหวั่นใจว่าสิ่งที่ไม่เคยเชื่อนั้นมีทางเกิดขึ้นได้จริง

โลกทัศน์ของคนรวยขั้นมหาเศรษฐีนั้น มักมีปมอยู่อย่างหนึ่ง คือ ต้องการแสดงให้ตนเองรู้ว่าตัวเองรวยและเเตกต่างจากคนรวยชั้นธรรมดาคนอื่น สิ่งนี้บางอารมณ์ไม่อยากให้สังคมรับรู้เพราะมันผิดกฎหมายหรือศีลธรรม แต่บางอารมณ์ก็อยากแสดง เพราะถ้าไม่มีใครรู้เห็นเลยตัวคนรวยนั้นจะรู้สึกคันในหัวใจ การแสดงออกบางอย่างอาจเป็นเรื่องน่าหมั่นไส้สำหรับคนจน และจะกลายเป็นเรื่องดราม่าไปทันทีถ้าคนรวยที่ทำผิดมาตรฐานสังคมนั้นรับมือหรือแก้ไขสถานการณ์ผิดพลาดหนำซ้ำถ้ามีการเลือกปฏิบัติจาก ”กรรมการ” มาเกี่ยวข้อง ประเด็นจะยิ่งยุ่งเหยิงสามสี่พารากราฟต่อไปนี้คือจุดอ่อนของบรรดาคนรวยประเภทนี้

นับแต่โบราณกาล การเป็นเศรษฐีวัดกันที่การสะสมของมีค่า ของมีค่าที่สุดคือผืนดิน แต่เศรษฐีจำนวนมากชอบรุกป่า ยึดเขา ผืนดินต้นน้ำ หรือแปลงสวยที่ครอบครองยากหรือผิดกฎหมายการเป็นเจ้าของที่สุดลูกหูลูกตา เป็นการสร้างความรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าคนปกติ

พวกเขาอยากครอบครองได้ของที่พิเศษบางทีมีเพียงชิ้นเดียวในโลก โดยไม่สนว่าอาจฉกฉวยมาจากปราสาทโบราณ หรือขุดค้นมาจากสุสานหลุมห้ามไหน พวกเขาอยากได้ของที่สวยกว่าพิพิธภัณฑ์ หรืออยากได้สัตว์ป่าหายากเขาต้องได้โดย ไม่คำนึงว่าจะจ่ายเท่าไหร่หรืออาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายศีลธรรม บางทีพวกเขาคิดด้วยซ้ำว่าตนเองมีสิทธิที่จะทำได้ เพราะนึกเอาว่าตนต้องได้รับอภิสิทธิ์

บางทีการใช้เงินทุ่มไม่ใช่สิ่งที่เศรษฐีต้องการแสดงออกต่อกลุ่มสังคมที่เขาต้องการการยอมรับ เพราะต่างก็มีเงินกันทั้งนั้น เศรษฐีขี้ฉ้อจำนวนมากรักการคุยอวดกันในหมู่ว่าเคยรู้จักสนิทสนมกับดาราคนนั้นคนนี้มาแล้ว มีรถหรูยี่ห้อคลาสสิค หรือของแปลกนานา พวกเขามักอวดกับเพื่อนว่าเขาใช้เงินน้อยที่สุด แต่ใช้ความสามารถและบารมีเป็นหลัก รถยนต์หรูที่ได้มาจึงเลี่ยงภาษี แล้วมันเท่

เขาต้องเข้าร่วมกลุ่มที่สร้างภาพตนเองว่าเป็นคนดีของสังคม ด้วยการบริจาคมหาศาล ทั้งที่เงินจำนวนนั้นอาจเป็นแค่เงินเพียงเล็กน้อยที่เขาได้มาโดยมิชอบ หรือเขาต้องร่วมก่นประณามคนที่สังคมของเขารังเกียจ ยิ่งไร้กิริยามารยาทที่ดี ยิ่งคิดว่าตัวเองได้รับความชื่นชมจากเพื่อนเท่านั้นบางทีทัศนะเหล่านี้หลุดออกไปนอกกลุ่มสื่อสารสาธารณะ ภาพลักษณ์ของตัวเขาเองกลับเป็นสิ่งแรกที่ได้รับผลกระทบจริงๆ

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือรสนิยมส่วนตัวของเศรษฐีจำนวนไม่น้อยในสังคมที่โลกทัศน์ของเขาอยู่บนพื้นฐานของความไม่อยากเท่าเทียมกับคนจนมาตั้งแต่เกิด เศรษฐีบางคนเติบโตมาในสังคมใหญ่ที่ไม่เสมอภาคกันอย่างรุนแรง และไม่มีวันเข้าใจชนชั้นล่างจริงๆ ได้ เพราะเขาไม่มีหรือไม่รักที่จะมีประสบการณ์ตรง สิ่งที่เขาพยายามทำชั่วชีวิตคือรักษาและเติมต่อกิเลสของสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ถ้าเขามีโอกาสทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เขาจะไม่เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงและจะไม่สามารถคลี่คลายบรรเทาปัญหาได้ สิ่งที่บรรลุอาจเป็นแต่ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเท่านั้น

นอกจากตนเองแล้วพวกพ้องคือสังคมที่เขาแคร์ การยอมรับจากสังคมกันเองเป็นสิ่งยิ่งใหญ่กว่าการได้รับจากชนชั้นล่าง แต่จะแปลกใจไม่น้อยที่ทำไมคนอยู่ในระดับต่ำกว่าเขาจึงไม่เห็นด้วยกับเขา “หรือพวกคนจนมันไม่เข้าใจ ฉันมันรวยนี่หว่า”บางที เรื่องหมั่นไส้แบบที่เกิดกับเหตุการณ์ทุ่งใหญ่นเรศวรปี 2516 อาจเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ถ้ารัฐไม่กล้าจัดการกับเศรษฐีบางคนที่อยู่เหนือทั้งกฎหมายและศีลธรรม