ไม่ใช่แค่ O-NET เท่านั้น หากแต่ GAT ก็เช่นกัน

ไม่ใช่แค่ O-NET เท่านั้น หากแต่ GAT ก็เช่นกัน

“ข้อสอบ” หาใช่ “ปลายทาง” ที่มีหน้าที่ในการวัดผลสัมฤทธิ์จากการเรียนรู้เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม

บทบาทสำคัญของข้อสอบคือทำหน้าที่เป็น “จุดเริ่มต้น” แห่งรูปแบบและวิธีการเรียนรู้ หมายความว่า เมื่อเห็นหน้าตาข้อสอบ เห็นคำถาม คนส่วนใหญ่ก็มักพอจะอนุมานหรือคิดย้อนกลับไปได้ว่าในการเรียนการสอนก่อนที่จะมาวัดผลกันนั้นใช้วิธีการแบบไหน มุ่งเน้นอะไร มีเป้าหมายแบบใด ถึงได้ออกข้อสอบที่มีหน้าตาแบบนี้ วัดผลเช่นนี้ในทำนองเดียวกัน หากคิดไว้ล่วงหน้าก่อนว่าจะออกข้อสอบเช่นไร ก็จะทำให้ผู้สอนสามารถออกแบบ กระบวนการเรียนรู้ เนื้อหาวิชา และวิธีที่จะใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมของนักเรียนให้มาตอบข้อสอบที่จะวัดผลสัมฤทธิ์จากการเรียนรู้ของพวกเขาเหล่านั้น

ข้อสอบ O-NET มีจำนวนไม่น้อยที่วัดความจำแบบตรงๆ ว่าจำเรื่องนี้ จำเหตุการณ์นี้ได้ไหม รู้จักคำประเภทเหล่านี้ไหมว่าคือคำอะไร โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับบริบท การเชื่อมโยง หรือการนำเรื่องไปใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นนัยของการวัดความสามารถในการจดจำข้อเท็จจริงในลักษณะกระจัดกระจายโดยไร้ทิศทาง และนำไปสู่การเรียนรู้แบบ ท่องจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นสำคัญคือตราบใดที่การวัดยังเป็นเช่นนี้ แม้ผู้สอนจะท่องคติว่า “เราต้องสอนให้เด็กมีความคิดวิเคราะห์ อย่าไปท่องจำ” คติดังกล่าวก็จะเป็นแต่เพียงคาถาที่ไร้ผล และไม่สามารถนำพาเด็กไปถึงเป้าหมายที่พึงประสงค์ได้แต่อย่างใด

ในยุคที่โลกแห่งความรู้อยู่ที่ปลายนิ้ว คำถามเหล่านั้นตอบวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการสร้างสมรรถนะอะไรให้กับผู้เรียน คำถามเหล่านั้นช่วยผลักดันนักเรียนให้พัฒนาตนเองไปในทิศทางที่สอดรับกับโลกอนาคตที่ไม่เพียงแต่ซับซ้อนมากขึ้น หากแต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง มีการเปลี่ยนแปลงเร็วและแรงอยู่เป็นปกติหรือไม่ และเนื่องจากคำถามเหล่านั้นกำลังส่งสัญญาณไปยังนักเรียนในเรื่องการเรียนรู้เพื่ออนาคตของพวกเขาข้อสอบเหล่านี้จึงเป็นประเด็นวิกฤติที่ต้องพิจารณาจริงจัง เพราะผลศึกษาจากหลายแหล่งทั่วโลกเสนอแนะตรงกันว่าทักษะสำคัญในอนาคตคือความสามารถในการคิดหาทางเลือกใหม่ๆ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ การไม่ยึดติดกับกรอบแนวคิดเดิมๆ ที่นำไปสู่ปัญหาเดิมๆ การเปิดใจกว้างให้นึกถึงความเป็นไปได้จากสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ การเรียนรู้ที่ไม่ตั้งคำถามแต่เพียงว่า “5 + 5 เท่ากับเท่าไหร่”

ในลักษณะ Convergent Thinking ที่มุ่งหาคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวหากแต่ถามคำถามว่า “แล้วอะไรบวกกันได้ 10 บ้าง” ในลักษณะ Divergent Thinking ซึ่งมุ่งหาทางเลือก และคำตอบที่เป็นไปได้ที่หลากหลายซึ่งไม่มีเพียงคำตอบเดียวให้มากขึ้น บ่อยขึ้น ซึ่งแน่นอนทั้งคนถามและคนตอบก็ต้องใจกว้างทั้งคู่พอที่จะตระหนักว่า เพื่อให้ได้เต็ม 10 มานั้น ไม่ได้มีคำตอบเดียว ไม่ได้มีวิธีการเดียว ประเด็นคือเราให้ความสำคัญกับการเรียนการสอน และการวัดผลที่มาในแนวทางเหล่านี้มากขึ้นเพียงพอแล้วหรือยัง ซึ่งก็นำมาสู่ข้อสอบ GAT ส่วนที่ 1

ข้อสอบ GAT มุ่งเน้นให้นักเรียนรู้จักการเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับโลกอนาคต แต่ประเด็นที่อยากชวนคิดคือแผนภูมิที่ว่าซึ่งมีคำตอบที่แน่นอน คงที่ ตายตัว มุ่งเน้นการวัดคำตอบถูกผิด เหมาะสมที่จะนำมาเป็นข้อสอบที่วัดทักษะประเภทนี้ได้หรือไม่

ตัวอย่างในแผนภูมิเสนอแนะว่า คุณภาพอาจารย์นำไปสู่คุณภาพการเรียนการสอนและนำไปสู่นักเรียนดีในรูปแบบเส้นทางเดียว ในขณะที่หลายคนอาจจะโต้แย้งได้อย่างมีเหตุผล และหลักฐานที่หนักแน่นว่า นักเรียนดีนี่ล่ะที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอน เพราะการเรียนการสอนมิใช่เป็น “กิจกรรมทางเดียว” ที่วิ่งจากอาจารย์มาสู่นักเรียน หากแต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนต่างหากที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอน ยิ่งไปกว่านั้น นักเรียนดีที่ทำให้คุณภาพการเรียนการสอนดียังส่งผลย้อนกลับไปให้อาจารย์ยิ่งต้องพัฒนาคุณภาพของตนเองให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือลูกศรสามารถวิ่งย้อนกลับไปอีกทางได้ด้วย

หรือแม้แต่การคบเพื่อนเลวที่แผนภูมิเสนอแนะว่าบั่นทอนการเป็นคนดีของนักเรียน บางคนอาจจะโต้แย้งว่า เพราะคบเพื่อนเลวนั่นล่ะทำให้นักเรียนยิ่งเข้าใจความต่างระหว่างความดีกับความเลวได้ชัดเจนมากขึ้น แถมยังส่งผลให้นักเรียนเป็นคนดีมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะเห็นใจและต้องการช่วยเพื่อนเลว เพราะ “ความเป็นเพื่อน” ทรงพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและพฤติกรรมของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในวัยนักเรียนที่เพื่อนมีความหมายต่อชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

แผนภูมิข้อสอบนี้สะท้อนวิธีคิดและความเชื่อของผู้ออกข้อสอบไปในแนว Convergent Thinking ว่าเรื่องที่มองนั้นมีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว คำตอบอื่นผิดทั้งสิ้น โดยอาจไม่ทันตระหนักว่าวิธีคิดเช่นนั้นแฝงเอาค่านิยมที่ตนเองศรัทธาไปครอบและตัดสินคนอื่น ที่สำคัญไปกว่านั้น การมีข้อสอบในลักษณะที่ว่านั้นยังปิดกลั้น บั่นทอน และทำร้ายวิธีคิดที่เปิดกว้างในการหาทางออกตามแนวทาง Divergent Thinking ไม่ส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการหาคำตอบที่ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือเราต้องการให้คนเชื่อและคิดตามในสิ่งที่อ่าน มากกว่าที่จะให้นักเรียนเป็นผู้อ่านที่มีวิจารณญาณในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เห็นต่าง และหาเหตุผลมาอธิบายสนับสนุนในสิ่งที่เป็นความคิดเห็นในมุมมองของเขา ข้อสอบ GAT แบบนี้กำลังส่งสัญญาณ ให้คิดตาม อย่าคิดต่าง” ซึ่งก็สวนทางกับทักษะที่โลกต้องการในศตวรรษที่ 21 ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหา O-NET และ GAT ไม่ใช่ปัญหาความถูกต้องของข้อสอบหรือความเหมาะสมในการนำมาใช้คัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าถึงเวลาปรับรื้อใหญ่ระบบการศึกษาไทย

------------------------

พิภพ อุดร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์