AEC Skate โมเดลธุรกิจ จับจริตชาวเมียนมา

AEC Skate โมเดลธุรกิจ จับจริตชาวเมียนมา

ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน สำนักงานกรุงเทพฯระบุว่า จากแรงงานย้ายถิ่นในประเทศไทยนั้น แรงงานชาวเมียนมามีสัดส่วนสูงสุด

จากงานวิจัยเรื่อง “มิงกะลาบา เมียนมามาเก็ตติ้ง” โดยนักศึกษาสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แรงงานชาวเมียนมามักอยู่รวมกันในชุมชน มีพฤติกรรมที่คล้ายๆ กัน ด้านความเชื่อ ความนิยมในการทำสิ่งต่างๆ ที่เหมือนกัน เช่น การซื้อสินค้า การพักผ่อนตามสวนสาธารณะ การเดินชอปปิงซื้อของ ทำกิจกรรมร่วมกัน และหนึ่งในสถานที่ที่แรงงานวัยรุ่นชาวเมียนมาร์นิยมเดินทางมารวมตัวกัน คือ  “AEC Skate” ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งนับได้ว่าเป็นแหล่งรวมตัวในวันหยุดที่ได้รับความนิยมเทียบเท่าได้กับ “สยาม” ของวัยรุ่นไทยเลยทีเดียว

คุณ “สุวรรณ” ผู้จัดการของธุรกิจ AEC Skate เล่าให้ฟังว่า ลานสเก็ตที่ทำอยู่นี้ ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะทำ เพราะธุรกิจที่ถนัดคือ “โบว์ลิ่ง” ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจมามากว่า 20 ปี จนมาเจอพื้นที่ร้างชั้น 7 ของห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อ 2-3 ปีก่อน จึงมาขอเช่าทำต่อกับทางอิมพีเรียล เพื่อทำโบว์ลิ่ง และบริเวณที่เป็นลานสเก็ต เมื่อก่อนเป็น โต๊ะสนุกเกอร์  หลังจากนั้นได้มาปรับเปลี่ยนเป็นลานสเก็ตรู้จักที่เป็นนักสเก็ต Extreme อาสาช่วยดำเนินการให้

จากจุดเริ่มต้นของ AEC Skate นั้น ยังไม่ได้เจาะที่กลุ่มแรงงานเมียนมาโดยตรง ทว่ามีลูกค้าชาวไทยมากมายมาใช้บริการในช่วงแรก เนื่องจากในย่านนี้ที่นี่เป็นลานสเก็ตที่เดียว จนวันหนึ่ง แรงงานเมียนมาที่มาต่อใบอนุญาตที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ชั้น 5 มาพบเข้า และลองใช้บริการ จนเกิดการ “บอกต่อ” กันในกลุ่มเพื่อน กระจายออกไปจนได้รับความนิยมอย่างทุกวันนี้ ซึ่งแรงงานวัยรุ่นชาวเมียนมาทั้ง กะเหรี่ยง ปะโอ ไทยใหญ่ นิยมแวะมาเล่นกันอย่างสนุกสนานในวันอาทิตย์ ที่มักจะเป็นวันหยุดเพียงวันเดียว

AEC Skate เปิดให้บริการทุกวัน โดยคิดอัตราค่าบริการ 1 ชั่วโมง พร้อมรองเท้าสเก็ต เพียง 40 บาท ในวันจันทร์ – เสาร์ และเพิ่มเป็น 50 บาทในวันอาทิตย์ โดยผู้ใช้บริการจะต้องเตรียมถุงเท้ามาด้วย หากไม่เตรียมมาต้องซื้อถุงเท้าเพิ่มอีก 40 บาท เนื่องจากรองเท้าที่ใช้ หากไม่สวมถุงเท้าจะนำไปให้คนอื่นใช้ต่อไม่ได้

ซึ่งหากเป็นชาวเมียนมาต้องทำการซื้อบัตรก่อนเข้าอย่างน้อย 1 ใบ เมื่อเข้าไปแล้ว หากต้องการพบปะพูดคุยกับเพื่อนเฉยๆ ก็สามารถนำคูปองมาแลกอาหารและเครื่องดื่มได้ หรือ นำไปเล่นโบว์ลิ่งแทนได้ ในอัตรา 50 บาท เล่นได้ 1 ชั่วโมง

จากการสัมภาษณ์ชาวเมียนมาที่มาใช้บริการ พบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่บริเวณกรุงเทพและปริมณฑล โดยจะเริ่มมากันตั้งแต่ประมาณ 11 โมง จนเยอะที่สุดคือช่วงบ่าย 2 โมง เพราะชาวเมียนมาบางกลุ่มเดินทางไกลมาจากอยุธยา มหาชัย เพื่อมาเล่นสเก็ต และทยอยกลับกันประมาณ 4-5 โมง เหลือแต่คนที่อยู่ใกล้ๆ จะเล่นต่อจนปิดบริการประมาณ 2 ทุ่ม

ชาวเมียนมาที่มาเล่นสเก็ต รู้จักกันจากปากต่อปาก มาเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2-3 คน จนเป็น 10 คน ก็มีให้เห็น ซึ่งทุกคนจะแต่งตัวเต็มที่ ตามสไตล์ของตนเอง หรือ ใส่เสื้อทีมที่มีสัญลักษณ์ของกลุ่มต่างๆ โดยเมื่อทุกคนมาถึง กิจกรรมหลักก็คือการเล่นสเก็ต โดยจะเข้าไปแลกรองเท้าสเก็ตที่เคาน์เตอร์ด้านในลานจากเจ้าหน้าที่ คนที่สนิทกันก็มักจะเรียกเจ้าหน้าที่ว่า “แม่”  ซึ่งถือเป็นมารยาทที่แสดงถึงความนับถือ

เมื่อเล่นสเก็ตไปสักครู่ก็จะมานั่งพักที่โต๊ะด้านหน้าลาน ซื้อเครื่องดื่มที่มีบริการมานั่งดื่มพูดคุยกัน ซึ่งเครื่องดื่มยอดนิยมก็คือ เบียร์ลีโอ ชาเขียวหลากรส และขนมยอดฮิตที่นิยมทานคู่กันคือ มันฝรั่งทอดกรอบเลย์สีเหลืองและสีส้ม ซึ่งช่วงเวลานี้แรงงานชาวเมียนมาจะมีการพูดคุย ปรับทุกข์เรื่องงานและความเป็นอยู่ รวมถึง แนะนำงานให้กัน ช่วยเหลือกัน เป็นสังคมแห่งการแบ่งปันที่เหลือเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในสถานที่แบบนี้ สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้มาใช้บริการนั้น ทาง ACE Skate จะมีการ์ดคอยตรวจอาวุธตลอดที่ทางเข้า และหากเกิดเรื่องก็จะเข้าระงับเหตุทันที

รายได้ AEC Skate นั้น มาจาก 3 ทาง คือ รายได้จากการเช่าชั่วโมงในการเล่น รายได้จากตู้เกม และ รายได้จากการให้เช่าพื้นที่ขายอาหารเครื่องดื่ม โดยรายได้จากการเช่าชั่วโมงจะเกิดจากบัตรเข้าใบแรกที่ชาวเมียนมาต้องซื้อ เมื่อนำมาแลกรองเท้าสเก็ตจะได้สายรัดข้อมือเป็นสีๆ เมื่อหมดเวลาจะมีคนมาเก็บไป จากนั้น หากต้องการเล่นต่อก็ต้องซื้อคูปองเพิ่ม โดยเฉลี่ย 1 คน จะซื้อประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อเล่น เวลาที่เหลือ อาจนั่งพูดคุย ซึ่งตรงนี้จะเป็นรายได้หลักกว่า 60% ของทั้งหมด

รายได้จากตู้เกมและโต๊ะพูล ที่มีอยู่รวมๆ กันมากกว่า 10 จุด จะเป็นรายได้เสริม สำหรับคนที่ไม่นิยมสเก็ต โดยหากต้องการเริ่มเล่นก็ต้องทำการแลกเหรียญเพื่อหยอดตู้ที่เคาน์เตอร์ อัตราเกมละ 10-20 บาท แตกต่างกันไป รายได้ส่วนนี้ไม่มาก แต่กำไรดี ประมาณ 15-20% ของรายได้ทั้งหมด

แหล่งรายได้สุดท้ายมาจากการให้คนเช่าพื้นที่สำหรับขายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีคนมารับช่วงต่อและจ่ายค่าเช่าให้กับทางพื้นที่ ซึ่งอาหารที่วางจำหน่าย มีทั้งอาหารตามสั่ง ราคาเริ่มต้นที่ 50-80 บาท ขนมห่อ 20-25 บาท เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 20-25 บาท และ เบียร์ ขวดเล็ก 60 บาท ขวดใหญ่ 100 บาท ซึ่งขายดีมีคนมาซื้อตลอด จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ขาย ช่วงที่ขายดีคือ วันหยุดเทศกาล โดยเฉพาะสงกรานต์ปีที่ผ่านมา เคยขายเบียร์ได้ถึง 120 ลังภายใน 3 วัน รายได้ส่วนนี้ประมาณ 20-25% ของทั้งหมด

ส่วนค่าใช้จ่ายหลักๆ จะมาจากค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเหมารวมทั้งหมดร่วมกับโบว์ลิ่งอีก 25 เลน รองลงมา จะเป็นเงินเดือนพนักงาน และค่าใช้จ่ายพวกค่าไฟค่าน้ำ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจะมาจากค่าซ่อมสเก็ต ที่จะเสียหายอาทิตย์ละ 5-10 คู่

สิ่งที่สำคัญของ ACE Skate ที่คุณสุวรรณ เน้นย้ำคือ พนักงานต้องให้บริการที่ดีกับชาวเมียนมาตั้งแต่คนขายบัตร การ์ด เจ้าหน้าที่คุมลานสเก็ต เจ้าหน้าที่ขายอาหาร ทุกคนจะให้บริการอย่างเต็มใจ ไม่รู้สึกดูถูก ดูแคลน หรือ นินทาแรงงานเมียนมาที่มาใช้บริการ บางทียังมีการเข้าไปแนะนำ ช่วยเหลือ สอนคนที่เล่นไม่เป็น ทำให้คนที่มาใช้บริการ รู้สึกปลอดภัย และสบายใจที่จะมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

โมเดลธุรกิจของ AEC Skate สะท้อนให้เห็นถึง การเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายซึ่งมีพฤติกรรมแบบ Collectivism โดยการแบ่งบริการให้ตอบโจทย์กับชาวเมียนมา ที่มักมาด้วยกันเป็นกลุ่มสร้างบรรยากาศให้ชาวเมียนมา รู้สึกสบายไม่กดดัน แต่งตัวแบบใดมาก็ได้ และการบริการอย่างเป็นมิตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของชาวเมียนมาที่มีความ “คิดถึงบ้าน” บวกกับความต้องการมีเพื่อน รวมกลุ่มกัน ก่อให้เกิด WOM และสามารถจับใจแรงงานชาวเมียนมาได้ไม่ยากเลย

(เครดิต : กรณีศึกษาและการสัมภาษณ์  โดย คุณสมเกียรติ จิวรวัฒนกุล นักศึกษาสาขาการตลาด ระดับปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล)