มรดกการเมืองสองขั้ว

มรดกการเมืองสองขั้ว

กรณีนักบินของสายการบินนกแอร์

โพสต์ข้อความในไลน์กลุ่ม อ้างถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างเดินทาง ซึ่งข้อความดังกล่าวแม้จะเป็นเรื่องของเฉพาะกลุ่มเพื่อนฝูงของนักบิน แต่ได้ถูกนำมาเผยแพร่จนสาธารณชนได้รับรู้ โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา แม้แต่ผู้บริหารของบริษัทนกแอร์ได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง รวมถึงมีเพื่อนจากสายการบินอื่นที่แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ด้วย ซึ่งมีการตั้งประเด็นในเรื่องของความเหมาะสม โดยโยงไปถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร

ทันทีที่ข้อความดังกล่าวแพร่ออกในโลกของโซเชียลมีเดีย ก็ได้ถูกนำไปใช้ในทางการเมืองทันที โดยความเห็นและการโต้แย้งของฝ่ายทั้งที่สนับสนุนการกระทำของบรรดานักบิน และ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย คือ กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากใครที่ติดตามความเห็นของแต่ละกลุ่มอาจจะรู้สึกว่าเป็นการถกเถียงที่ไร้เหตุผลสิ้นดี เพราะแทนที่จะจำกัดประเด็นตรงไลน์ข้อความของนักบิน ประเด็นได้ถูกขยายเป็นเรื่องความเห็นทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆ และเป็นความเห็นที่คล้ายๆกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

หากใครติดตามข้อถกเถียงระหว่างสองกลุ่ม จะเห็นได้ว่าข้อความและบรรยากาศคล้ายๆ กับที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น ในการเมืองยุค“เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเองจนไม่ยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง เป็นการเมืองในยุค“พวกใคร-พวกมัน” ในขณะที่เรากำลังเรียกร้องถึงความเป็นประชาธิปไตยให้กับประเทศ อย่างไรก็ตาม หากมองการโต้แย้งเรื่องข้อความในไลน์ของนักบินมากไปกว่านั้น ก็อาจสะท้อนให้เห็นสภาพความขัดแย้ง ที่ยังเกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

ขณะนี้การเมืองไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่อีกขั้น ของการกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย ตามโรดแมพของคณะรักษาความสงบแห่งแห่งชาติ(คสช.) โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญการปกครองใหม่ แต่การถกเถียงต่อการประชามติและร่างรัฐธรรมนูญก็แทบไม่ต่างอะไรกับการโต้แย้งเรื่องข้อความในไลน์กลุ่มของนักบินต่อกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าต่อจากนี้ไปการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป และชี้ให้เห็นความขัดแย้งยังไม่ลดระดับไปจากเดิม

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นระยะต่อทุกกรณีเช่นนี้ ถือเป็นมรดกตกทอดจากการเมืองยุค“พวกใคร-พวกมัน” แม้จะผ่านมาหลายปีที่ไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน แต่การเมืองลักษณะนี้ก็ยังดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างเหนียวแน่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากความขัดแย้งในแทบทุกเรื่องแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยและไร้สาระก็ตาม และหากจะกล่าวอย่างตรงมาก็อาจพูดได้ว่าการเมืองไทยยังไม่ก้าวไปถึงไหนจากเดิม เรายังวนเวียนอยู่ในประเด็นเดิมๆทั้งๆที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากมาย

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็น นโยบายการสร้างความสมานฉันท์ ของรัฐบาลและคสช.ยังไม่ได้ผล ทั้งๆที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น ซึ่งด้านหนึ่งชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งของคนในชาติจำเป็นต้องใช้เวลา และไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งก็ชี้ให้เห็นว่ากลไกการสร้างความสมานฉันท์ไม่เพียงพอจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงทำให้เกิดความไม่พอใจตลอดเวลาในทุกเรื่อง แม้แต่เป็นนโยบายทั่วไปก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เราเห็นว่าจากปรากฏการณ์ข้างต้น แม้จะดูคนละเรื่อง แต่ก็สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระดับลึกของคนในสังคมไทย ซึ่งในเชิงทฤษฎีแล้ว ความเห็นขัดแย้งโดยไม่ฟังเหตุผลก็เนื่องจากคนใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นใหญ่ ซึ่งในสภาพเช่นนี้ไม่ว่ากติกาทางสังคมการเมืองจะออกมาดีอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนที่อยู่คนละพวกก็จะมองไม่เห็น เราเชื่อว่าจากนี้ไปคนไทยที่ไม่ได้เข้ากับกลุ่มการเมืองใด คงต้องทำใจว่าการเมืองจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนาน และต้องทำความเคยชินกับการดำรงชีวิตอยู่กับการเมืองสองขั้วต่อไป