ปรากฏการณ์'เอา-ไม่เอา'

ปรากฏการณ์'เอา-ไม่เอา'

กรณีอังกฤษกำลังประชามติ ว่าจะออกจากสหภาพยุโรป

(อียู) หรือไม่ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ โดยมีการรณรงค์กันอย่างเข้มข้น จนนำไปสู่อารมณ์ความรู้สึกรุนแรง ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตย เมื่อมีการสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎี (สส.) ซึ่งกรณีของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษยังคงเป็นข้อถกเถียงกันไปอีกนาน ถึงอนาคตจของการรวมกลุ่มความร่วมือในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ศตวรรษที่ผ่านมาว่าจะส่งผลดีหรือผลเสียกันแน่ต่อประชาชนของประเทศ

ประเด็นข้อถกเถียงสำคัญที่เกิดขึ้นในขณะนี้ระหว่างกลุ่มที่“เอา” กับ “ไม่เอา” ไม่เพียงแค่กรณีอังกฤษ แต่ยังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการโต้ตอบโดยตรงกับกระแสโลกาภิวัฒน์ในศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีการรวมกลุ่มความร่วมมือในด้านต่างๆจนนับไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินโดยนักการเมืองหรือรัฐบาล รวมทั้งแรงผลักดันจากภาคธุรกิจที่เห็นถึงประโยชน์ของความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่อย่างหวาดระแวง

ส่วนกรณีของไทยกำลังเกิดสิ่งที่คล้ายกัน ระหว่างกลุ่มที่ไม่ต้องการรับร่างรัฐธรรมนูญกับกลุ่มสนับสนุน ซึ่งไม่ว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร แต่การเมืองไทยกำลังเกิดปรากฏการณ์“เอา-ไม่เอา” เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก เพียงแต่ในกรณีของไทยเป็นเรื่องทางการเมืองและเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองที่มีมานาน ดังนั้นหากพิจารณาจากระดับของการเคลื่อนไหวอาจไม่สร้างปัญหาในระดับประเทศมากนัก เพราะเป็นเรื่องความขัดแย้งเดิมๆที่มีมวลชนอยู่แล้ว

ประเด็นที่น่าพิจารณาคือเราจะแก้ไขปมขัดแย้งระหว่าง“เอา-ไม่เอา”อย่างไร หรือที่บรรดานักการเมืองเรียกว่า การสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพราะที่ผ่านมา 2 ปี แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลประกาศนโยบายสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น แต่สถานการณ์ขณะนี้ก็ถือว่ายังห่างไกลเป้าหมายมากนัก แม้ว่าข้อเสนอที่ต้องการก้าวพ้นความขัดแย้ง “เอา-ไม่เอา” คือการสร้างกติกาอันเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย แต่นั่นเป็นอุดมคติที่ไม่มีวันไปถึงหากยังเกิดอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้

ยิ่งกว่านั้น ตามแนวคิดของคสช.ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีประชามติในขณะนี้ หวังว่าจะเป็นกติกาของประเทศเพื่อก้าวพ้นความขัดแย้ง แต่การรณรงค์ของฝ่ายการเมืองกลับรณรงค์ไม่ยอมรับกติกาดังกล่าว นั่นก็หมายความว่าความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง“เอา-ไม่เอา” ไม่สามารถหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นความพยายามแก้ปัญหาให้หมดสิ้นไปจึงไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งทางออกที่มีอยู่ในขณะนี้คือทำอย่างไรจะไม่ให้ปรากฏการณ์“เอา-ไม่เอา”ขยายวงออกไปจนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

ประเด็นท้าทายสำหรับรัฐบาลหรือคสช. คือทำอย่างไรจะกำหนดขอบเขตของการเคลื่อนไหว“เอา-ไม่เอา” โดยไม่ให้ขยายวงออกไปสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไร อีกทั้งในสังคมไทยทุกวันนี้ถือว่ามีการใช้เหตุผลและข้อมูลในการถกเถียงกันจริงๆค่อนข้างผิวเผินอย่างมาก ทำให้ความพยายามให้มีการถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีนั้นเป็นเรื่องยากอย่างมาก เพราะตราบใดที่คนไม่ฟังเหตุผล ก็เป็นเรื่องจะหาเหตุผลเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันได้

เราไม่รู้ว่าสังคมไทยก้าวมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร และสาเหตุต่างๆคงเป็นเรื่องที่อธิบายกันได้อีกมาก แต่สาเหตุใหญ่น่าจะมาจากความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเราเชื่อว่าปรากฏการณ์“เอา-ไม่เอา”จะอยู่ไปอีกนานตราบใดที่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อใจกันได้ และจากนี้ไป คนไทยจะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เช่นนี้และเราต้องอยู่กับสังคมที่ไม่มีใครไว้ใจใครต่อไป เพราะปรากฏการณ์เช่นนี้คือโลกยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก