จุดชี้ขาดประชามติ Brexit

จุดชี้ขาดประชามติ Brexit

เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดกันไว้ล่วงหน้าว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังคงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

(Fed Funds Rate) ในการประชุมประจำเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเลขปัจจัยเรื่องการจ้างงานของเดือนพฤษภาคม ที่สร้างความไม่แน่ใจเกี่ยวกับการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และอีกปัจจัยสำคัญที่มีการพูดกันมากก็คือ ประเด็นเรื่องที่ Fed ต้องการจะรอให้ผ่านพ้นวันลงประชามติเรื่องที่สหราชอาณาจักร (UK) จะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) หรือไม่ ไปเสียก่อนนั่นเอง


ประเด็นเรื่องที่ตลาดเงินทั่วโลกมีความกังวลเกี่ยวกับผลการลงประชามติเรื่อง Brexit นี้ เป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินเยนในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการปรับตัวของตลาดที่หันมาถือเงินเยนกันมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นเงินสกุลหลักที่ค่อนข้างปลอดภัย หากว่าค่าเงินปอนด์และเงินยูโรจะเกิดการผันผวนหนักเพราะผลจากการถอนตัวของสหราชอาณาจักร (UK) จาก EU และการที่ธนาคารญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจไม่ออกมาตราทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมในวันถัดมาหลังจากการประชุมของ Fed แล้ว ซึ่งได้สร้างความผิดหวังให้กับตลาดอีกครั้งเพราะคาดว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมในครั้งนี้ จึงส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอีก พร้อมกับการปรับตัวลดลงของดัชนี Nikkei


ในทำนองเดียวกัน ก็อาจกล่าวได้ว่า การที่ตลาดได้เห็นชัดเจนถึงความสำคัญของผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากว่า UK ตัดสินใจออกจาก EU ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ จนทำให้ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องชะลอผลการตัดสินใจเรื่องการปรับทิศทางของดอกเบี้ยขาขึ้น และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องชะลอการตัดสินใจเรื่องมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมจนกว่าจะผ่านพ้นวันลงประชามติเรื่อง Brexit ไปก่อน (นี่ยังไม่นับรวมถึงองค์กรสถาบันสำคัญอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ออกมาพยากรณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับผลทางด้านลบต่างๆ ที่จะตามมาในแต่ละสาขาเศรษฐกิจ หากว่า UK ได้ตัดสินใจออกจาก EU จริง) ตลาดจึงมีการปรับตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไปในแนวทางเดียวกันหมดเสียส่วนใหญ่ (ซึ่งก็รวมถึง ธนาคารกลางหลายๆ แห่งด้วย)

ทั้งนี้ เนื่องจากว่า ตลาดได้รับ “สัญญาณร่วม” หรือ “public signal” ที่ทำให้ตลาดตัดสินใจไปทางเดียวกันหมดเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น มีทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมของตลาดในลักษณะคล้ายๆ กันนี้มาก่อนเช่นกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “Sunspot Theory” เพื่อใช้อธิบายพฤติกรรมของตลาดหุ้นของประเทศตะวันตกทั้งหลายในอดีต ที่ดัชนีตลาดหุ้นมักจะพากันปรับตัวลดลงถ้วนหน้าภายหลังจากการเกิดปรากฏการณ์ของจุดดับบนดวงอาทิตย์ โดยทฤษฎีนี้อธิบายว่า เนื่องจากเมื่อก่อนนี้ผู้คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า การเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ก็คือลางร้ายที่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้น ทุกคนจึงพากันเทขายหุ้นออกมาพร้อมๆ กัน จนทำให้ความกลัวว่าตลาดหุ้นจะล่มนั้น กลายเป็นความจริงขึ้นมา กล่าวคือ ตลาดหุ้นเกิดล่มขึ้นมาจริงๆ หลังจากเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ ทั้งนี้เพราะว่า “จุดดับบนดวงอาทิตย์” ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็น “สัญญาณร่วม” หรือ “public signal” ให้ผู้คนในตลาดคิดไปในทางเดียวกันนั่นเอง


ดังนั้น การที่หลายๆ ฝ่ายได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากว่าผลการลงประชามติของ UK เลือกที่จะออกจาก EU นั้น ก็เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการรับรู้ของตลาดนี้ ก็จะส่งผลอย่างมากต่อ “กลุ่มคนใน UK ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกที่จะออกหรือว่าอยู่กับ EU ต่อไป” ให้ได้รับการย้ำ “สัญญาณร่วม” หรือ “public signal” ในทางลบของการออกจาก EU บ่อยๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้เองที่จะเป็นตัวชี้ขาดสำคัญในผลของการลงประชามติในครั้งนี้ เนื่องจากว่า ทั้งฝ่ายที่ต้องการอยู่กับ EU ต่อไป (คือฝ่าย “stay”) และฝ่ายที่ต้องการออกจาก EU (คือฝ่าย “leave”) นั้นต่างก็มีจำนวนที่ไม่แตกต่างกันมากนักตามที่ได้วิเคราะห์ไปในบทความเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว


จากสมมติฐานเรื่อง “public signal” ข้างต้นนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ผลการลงประชามติของ UK ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ จะออกมาว่าฝ่ายที่ต้องการจะอยู่ใน EU ต่อไปนั้น จะเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากตัวแปรสำคัญคือ “กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ” ซึ่งก็มักจะมีข้อมูลที่ไม่แน่นพอเท่ากับอีกสองกลุ่มแรกนั้น จะพากันตัดสินใจไปในแนวทางเดียวกันเพราะเกรงกลัวต่อผลทางลบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากว่าได้ออกจาก EU จริง ซึ่งเป็นผลจากการตอกย้ำของ “สัญญาณร่วม” หรือ “public signal” นั่นเอง


ในกรณีเช่นนี้ นักลงทุนที่อ่านเกมเรื่องผลของการสร้างกระแสด้านลบในเรื่อง Brexit ได้ทะลุมากกว่า และเลือกทิศทางการลงทุนที่แตกต่างออกไป ก็อาจจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการโหนกระแสตลาดแบบไม่ลืมหูลืมตาในเรื่อง Brexit นี้