เมื่อก่อนนึกถึง วิชัย ศรีวัฒนประภา
ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ทุกคนคิดว่า “เจ้าพ่อดิวตี้ฟรี” แต่หลังจากเข้าไปซื้อสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ หรือ จิ้งจอกสยาม เข้ามาบริหารอยู่ร่วมๆ 6 ปี กระทั่งเมื่อไม่นานได้สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ครั้งแรก ในฤดูกาล 2015-16 จนโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จัก วิชัย ในฐานะเจ้าของเลสเตอร์
จะด้วยความสำเร็จจากฝีเท้านักเตะหรือการบริหารจัดการทีม หรือแม้แต่ “ผ้ายันต์เลสเตอร์” ที่กลายเป็น“ของขลังอินเตอร์” ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น
ด้วยความที่เป็นพวกสมองกล หยุดคิดไม่เป็นอย่าง วิชัย ไม่วายที่จะหยุดนิ่ง ล่าสุดควักเงินเกือบ 8 พันล้าน ฮุบกิจการเอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักในนาม “ไทยแอร์เอเชีย” นั่นเองถึง 39% จาก“เสี่ยโจ” ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ และครอบครัวนั่นเอง อาจต้องเรียกว่า วิชัย ไทยแอร์เอเชีย ไปแล้ว
จริงๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะเซอร์ไพรส์สักเท่าไหร่ เพราะเท่าที่รู้มา “ดีล” นี้ มีการเจรจาพูดคุยกันมาตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ราคา 4 บาทกว่าๆ ฉะนั้นราคาหุ้นในตลาดของไทยแอร์เอเชียวันนี้จะขึ้นไปที่ 5-6-7 บาท ใครได้ใครเสียคิดเอาเอง
แน่นอนการซื้อหุ้นจำนวนมากๆ คงไม่สามารถหาข้อสรุป หรือบทจบได้ในเวลาสั้นๆ แต่บอกได้เลย “ดีล” นี้มีคนกำไรล่วงหน้าไปแล้ว
มีคนจำนวนมากเกิดอาการสงสัย วิชัย เข้ามาซื้อไทยแอร์เอเชียทำไม?
สงสัยต่ออีกว่า ไอ้หุ้น 39% ของ“เสี่ยโจ” ที่ถืออยู่ ตกลงมันของใครกันแน่
สงสัยต่อไปอีกแล้ว คุณทักษิณ ชินวัตร ยังมีหุ้นอยู่ในไทยแอร์เอเชียอยู่หรือไม่?
การเข้าซื้อไทยแอร์เอเชีย ของ วิชัย ถ้าจะบอกว่า ซื้อไว้รองรับอนาคต ที่สัญญาคิงเพาเวอร์กำลังจะหมดลงกับบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ในอีก 4-5 ปีข้างหน้าก็ไม่ผิด
หากคิงเพาเวอร์พลาดท่าไม่ได้รับการต่อสัญญา อาจจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อย่างน้อย คิงเพาเวอร์ก็มีพื้นที่รับสินค้าจากดิวตี้ฟรี นั่นคือบนเครื่องของไทยแอร์เอเชีย ทุกวันนี้ไทยแอร์เอเชียมีเส้นทางบินมากมาย โดยเฉพาะจีนที่เป็นความหวังใหญ่ของวิชัย
หรือไม่หากรัฐบาลใจดีอาจเปิดช่องลดแรงตึงเครียด อาจจะเปิดช่องทางให้พวกที่ทำดิวตี้ฟรีดาวน์ทาวน์ สามารถรับสินค้าที่สนามบินได้ อันนี้ก็น่าจะเป็นช่องทางสำหรับ วิชัย
แต่หากเปิดประมูลใหม่ วิชัยเกิดพ่ายแพ้คู่แข่งสำคัญวันนี้อย่าง ล็อตเต้ ดิวตี้ ฟรี (ไทยแลนด์) ไป ฉะนั้นการก้าวสู่ธุรกิจการบินของวิชัย บอกได้เลยมีนัยสำคัญอย่างมาก
ส่วนหุ้น 39% เป็นของ “เสี่ยโจ” ในไทยแอร์เอเชีย เขาว่ากันว่า หุ้นส่วนนี้ คุณทักษิณขายให้กุหลาบแก้ว แต่กุหลาบแก้วเอามาขายให้กับ“เสี่ยโจ” เมื่อหลายปีก่อน ดูเหมือนมีการกู้เงินจากเมืองนอกมา 5-6พันล้านบาท แต่เอามาซื้อหุ้นจริงราวๆ 3,400 ล้านบาท
มาวันนี้ “เสี่ยโจ” ขายไปได้อย่างที่เห็นๆ เกือบ 8 พันล้านบาท (ไม่นับรวมสินน้ำใจ) เรียกว่า กำไรเห็นๆ แถมมีเงินใช้หนี้เงินกู้ได้สบายๆ
แต่ที่แน่ๆ “เสี่ยโจ”ยังไม่หยุดนิ่ง หลังขายหุ้นไทยแอร์เอเชีย ตกค่ำบินลัดฟ้า กับเพื่อนรักไป ซื้อสนามกอล์ฟ ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐ ซะอย่างนั้น
การเข้าซื้อกิจการของธุรกิจการบินยังไม่จบแค่นี้ ยังมีแผนต่อไปที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า อย่าได้กะพริบตาเชียว
ว่ากันว่า ตอนนี้มีผู้ใหญ่ของบอร์ดสายการบินทั้งนกแอร์ และการบินไทย ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่นกแอร์ถึง 39.20% ไม่คิดที่อยากจะเพิ่มทุนหรือออกหุ้นกู้แล้ว คงไม่อยากให้เป็นภาระ เพราะถึงอย่างไรการบินไทยก็มีสายการบินไทยสมายล์แอร์เวย์อยู่แล้ว สภาพของนกแอร์ตอนนี้ใครคงอยากอยู่ห่างๆ
ที่น่าสนใจยิ่งตอนนี้มีผู้ใหญ่ของสองบอร์ด มีการเจรจาขอให้“เสี่ยโจ”เข้ามาเทคโอเวอร์นกแอร์ไปซะ เสนอให้เมิร์ซไทยแอร์เอเชียกับนกแอร์เข้าด้วยกัน จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ ... รู้แต่ว่ามีการเจรจาร่วมกันหลายครั้งแล้ว
งานนี้มีหวังทั้ง นกแอร์และไทยแอร์เอเชีย เจ้าของคนเดียวกัน โปรดติดตามตอนต่อไปที่เข้มข้นกว่านี้






