ดาบสองคมเทคโนโลยี ยิ่งพัฒนายิ่งเหลื่อมล้ำ

ดาบสองคมเทคโนโลยี ยิ่งพัฒนายิ่งเหลื่อมล้ำ

รัฐบาลประกาศขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ

ก้าวสู่ยุคใหม่ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง โดยหวังว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต และให้สามารถแข่งขันได้ในสังคมโลก ด้วยการประกาศนโยบาย“ประเทศไทย 4.0” หรือ การผลักดัน “อุตสาหกรรมใหม่” หรือ New S-Curve แม้ว่าขณะนี้ยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากนักว่าจากนี้ไป รูปร่างหน้าตาของเศรษฐกิจประเทศจะเป็นอย่างไร แต่หากยังคงนโยบายนี้ต่อไปก็เชื่อว่าอาจจะเกิดการพลิกโฉมหน้าไปพอสมควร

การขับเคลื่อนเข้าสู่“เศรษฐกิจใหม่” ตามนโยบายของรัฐบาลมีปัจจัยสำคัญ คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน และดูเหมือนว่าผู้ที่สนับสนุนแนวทางนี้เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีว่าจะทำให้เกิดการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเรายิ่งมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากเท่าไร ความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกก็ยิ่งมีมากเท่านั้น ผลก็คือจะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาก้าวทันประเทศพัฒนาแล้วมากยิ่งขึ้น

แต่คำถามที่น่าพิจารณาคือเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีสูง เอื้อให้เกิดความมั่งคั่งของสังคมโดยรวมจริงหรือไม่ กล่าวคือ มีคนไทยที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาประเทศมากน้อยแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าด้านหนึ่งของสังคมที่ใช้เทคโนโลยีสูงจะส่งผลดีต่อคนที่มีทักษะหรือเรียกว่าคนงานมีฝีมือ ซึ่งมีอยู่ไม่มากนักในสังคมไทยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ และยังไม่นับรวมอุตสาหกรรมชั้นสูงหากเกิดขึ้นในไทยแล้วจะมีคนไทยสักกี่คนที่สามารถเข้าไปทำงานและมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมเช่นนี้ได้

หากพิจารณาข้อมูลจากประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯก็จะพบความจริงอันน่าพิจารณา ที่อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมสูงและเทคโนโลยีชั้นสูง มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์ในประเทศ(จีดีพี)ไม่ถึง 10% และการเติบโตก็กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ในขณะที่ภาคอื่นๆ ที่ยังเป็นส่วนใหญ่ของความมั่งคั่งของชาติ ยังมีอัตราการเติบโตอย่างล่าช้า และบางช่วงตัวเลขออกมาก็ติดลบด้วยซ้ำไป นั่นอาจชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอาจไม่ได้กระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง

สำหรับสังคมไทย ภาคเกษตรถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และยังเผชิญปัญหาเรื่องรายได้อย่างมากในหลายภาคส่วน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นพื้นฐานมีความไม่แน่นอนสูงตามภาวะตลาดโลก อีกทั้งกลไกตลาดสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภทก็พิกลพิการ ทำให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความกังวลและสั่งให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพยายามหาวิธีการแก้ปัญหาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตภาคเกษตร

ดังนั้น หากการพัฒนาประเทศเป็นไปตามแนวนี้ กล่าวคือ นโยบายในภาพใหญ่มุ่งไปสู่อุตสาหกรรมที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีสูง ในขณะที่อีกด้านคือกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงอยู่กับภาคการผลิตแบบเดิม ก็จะยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจสองด้านแยกห่างออกจากกันเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องรายได้ของสองภาคเศรษฐกิจ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ช่องว่างของคนในสังคมขยับห่างกันไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญสำหรับผู้วางแผนการพัฒนาประเทศว่าทำอย่างไรจะลดช่องว่างเหล่านี้ลง ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ