วิวาทะว่าด้วย Brexit,

วิวาทะว่าด้วย Brexit,

ใกล้ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เข้าไปทุกที ที่ชาวอังกฤษจะต้องลงคะแนนเสียงเป็นประชามติเพื่อตัดสินว่า

จะอยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ต่อไปอีกหรือไม่ โดยที่ผ่านมานั้น การรณรงค์เพื่อหาแนวร่วมของแต่ละฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการอยู่กับ EU ต่อไป (ฝ่าย “stay”) และฝ่ายที่ต้องการออกจาก EU (ฝ่าย “leave”) ก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ ผลการสำรวจความเห็น (poll) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าฝ่าย “stay” มีคะแนนนำไปแบบหายใจรดต้นคอ คือที่ 45% ในขณะที่ฝ่าย “leave” ได้ไป 44%   

ทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้เหตุผลทางเศรษฐกิจและทางการเมืองเพื่อสนับสนุนความเชื่อของตน เช่น ในประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ทางฝ่าย “stay” จะให้เหตุผลว่า ผลประโยชน์จากการอยู่ใน EU ต่อไปนั้นจะมีมากกว่าต้นทุนที่อังกฤษจะต้องเสียไปในรูปของความช่วยเหลือทางการเงินที่อังกฤษให้กับ EU นอกจากนี้ การออกจาก EU จะมีผลกระทบทางลบต่อฐานะความเป็นศูนย์กลางทางการเงินของอังกฤษด้วย และจะสร้างความผันผวนระยะสั้นต่อตลาดเงินและตลาดทุนอย่างแน่นอน ในขณะที่ฝ่าย “leave” ก็จะตอบโต้ว่าการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ฝ่าย “stay” อ้างถึงนั้น ไม่ได้ครอบคลุมความสูญเสียอิสรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจบางประการที่สะท้อนออกมาในรูปของต้นทุนทางด้านกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ (regulation cost) ที่ผูกมัดอังกฤษไว้ไม่ให้สามารถเข้าสู่การค้าเสรีกับทั่วโลกตามวิสัยทัศน์ของ WTO ที่เรียกว่า Unilateral Free Trade นั่นเอง ดังนั้นฝ่ายนี้ก็จะเห็นว่า การออกจาก EU จะเปิดโอกาสให้อังกฤษหลุดออกจากการค้าเสรีแบบ EU ที่มีลักษณะจำกัดเฉพาะพื้นที่ (คล้ายๆ กับลักษณะของ Free Trade Area) เพื่อเข้าไปสู่การค้าเสรีในระดับโลกที่ใหญ่มากขึ้นนั่นเอง  

ดังนั้น การที่เราจะเข้าใจผลกระทบของ Brexit ที่มีต่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละฝ่ายได้นั้น เราจะต้องถามคำถามว่า กลุ่มผู้สนับสนุนส่วนใหญ่ของแต่ละฝ่ายนั้นคือใคร และมีพื้นเพฐานะทางเศรษฐกิจ ตลอดจนถึงปรัชญาความเชื่อทางการเมือง อย่างไร เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขข้อสงสัยให้เราซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เข้าใจท่าทีของแต่ละฝ่ายอย่างถูกทางมากขึ้น 

Professor Patrick Minford จาก Cardiff University ได้อธิบายไว้ว่า กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่าย “stay” นั้นส่วนใหญ่ก็คือฝ่าย ‘establishment’ ในสังคมอังกฤษ (แปลคร่าวๆ ก็คือ กลุ่มผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ และ/หรือ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในแต่ละสาขาอาชีพของตน ซึ่งรวมถึงนักการเมืองด้วย) เลยต้องการรักษาสถานภาพเดิมๆ ที่ตนเองคุ้นเคยและได้ประโยชน์อยู่แล้ว และกลัวแนวคิดแบบปฏิรูปชนิดกลับหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่ง Professor Patrick Minford ได้ขยายความว่ากลุ่ม establishment นี้ได้เริ่มขยายอิทธิพลความเชื่ออย่างกว้างขวางมากขึ้นตั้งแต่สมัยของนายกรัฐมนตรีหญิง Margaret Thatcher ส่วนกลุ่มที่สนับสนุนฝ่าย “leave” นั้นก็คือกลุ่มหัวก้าวหน้าที่ชอบการเปลี่ยนแปลง และเรียกรวมๆ กันว่าฝ่าย ‘nonestablishment’ นั่นเอง ดังนั้น วิวาทะเรื่อง Brexit จึงเป็นเรื่องของความแตกต่างทางด้านปรัชญาความเชื่อที่เกี่ยวโยงกับโอกาสทางเศรษฐกิจของแต่ละฝ่ายด้วยนั่นเอง

นอกจากตัวละครสำคัญของทั้งสองฝ่ายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ยังมีเรื่องของปัจจัยเงื่อนไขทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ เพราะทั้ง EU และสหรัฐอเมริกาที่กำลังกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาในขณะนี้ ต่างก็ต้องการให้การสนับสนุนอังกฤษเพื่อให้สามารถรักษาสมาชิกภาพของอังกฤษใน EU ไว้ต่อไป และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ David Cameron สามารถเจรจาต่อรองกับ European Council เพื่อให้อังกฤษได้รับสถานะพิเศษ (special status) จาก EU เป็นผลสำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อังกฤษไม่ต้องหันไปใช้เงิน Euro เป็นเงินสกุลหลักตลอดไป และอังกฤษยังคงสามารถดำเนินนโยบายการเงินของตนเองได้ นอกจากนี้ อังกฤษก็ยังสามารถเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการกับปัญหาแรงงานอพยพจาก EU ที่เข้ามาในอังกฤษได้เบ็ดเสร็จมากขึ้น เช่น อังกฤษสามารถตั้งเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้อพยพจาก EU ต้องหางานทำให้ได้ภายในหกเดือนเท่านั้นจึงจะมีสิทธิที่จะอยู่ในอังกฤษต่อไปได้ เป็นต้น ซึ่งสิทธิพิเศษเหล่านี้จะทำให้อังกฤษได้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกของ EU โดยที่ยังสามารถให้ความคุ้มครองแก่แรงงานของตนจากปัญหาเรื่องผู้อพยพที่เข้ามาแย่งงานและเงินจากระบบสวัสดิการของอังกฤษได้ด้วย และอังกฤษยังสามารถดำเนินนโยบายการเงินของตนโดยอิสระจากอำนาจของ European Central Bank (ECB) ด้วย

อันที่จริงแล้ว การเกิดขึ้นของ European Monetary Union ในอดีตซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นระบบเงินสกุลเดียวคือ Euro นั้น ก็มีเบื้องหลังความสำเร็จมาจากเหตุผลทางการเมืองของยุโรปมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจเสียอีก โดย Professor Milton Freidman อดีตนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลของมหาวิทยาลัยชิคาโกได้เคยกล่าวเตือนไว้ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1997 ว่า จะมีปัญหาความยากลำบากในการบังคับใช้นโยบายการเงินที่เหมือนกันหมดกับหลายๆ ประเทศสมาชิกที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างรุนแรง ซึ่งคำเตือนของ Milton Friedman ก็เป็นจริงขึ้นมาแล้วจากกรณีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกรีซ ซึ่งกลายเป็นภาระหนักอกของประเทศที่เป็นเสมือนลูกพี่ใหญ่ในกลุ่ม EU และกลุ่ม Euro zone ซึ่งก็คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอื่นๆ ว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกรีซได้มากน้อยเพียงไรต่อไป ดังนั้น การที่ EU ให้สถานะพิเศษแก่อังกฤษในเรื่องที่ไม่ต้องใช้ระบบเงิน Euro ได้ตลอดไปนั้น จึงเท่ากับเป็นการช่วยฝ่าย ‘establishment’ ของอังกฤษทางอ้อมเพื่อให้สามารถมีโอกาสเอาชนะฝ่าย ‘non establishment’ ได้มากขึ้นในผลการลงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 นี้

ไม่ว่าผลของการลงประชามติเรื่อง Brexit จะออกมาเป็นเช่นใดก็ตาม เราก็ได้เห็นถึง ‘ความสวยงาม’ ที่จับต้องได้ของ ‘ขันติธรรม’ ในการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาชนทุกฐานะอาชีพอย่างเท่าเทียมกัน แม้ว่าประเด็นปัญหาเรื่อง Brexit นี้จะมีความสำคัญต่อทิศทางอนาคตของชาติมากเพียงไรก็ตาม จึงนับเป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชม จากประเทศที่ถือกันว่าเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่