แก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

แก้ไขความเข้าใจผิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

หลังชาวไทยในวงกว้างได้ยินพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกเมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคม

2540 การตีความหมายและการอรรถาธิบายกระจัดกระจายออกไปอย่างกว้างขวางและแตกต่างกันในหลายแง่มุม การนำไปอ้างอิงเพื่อเป็นฐานของการดำเนินชีวิตของการทำธุรกิจและของการวางนโยบายก็แตกต่างกันในช่วงนั้น

ผมกำลังมองหาว่าจะมีอะไรสำหรับใช้เป็นฐานของการแก้ปัญหาที่มากับแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลัก แต่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจนกระทั่งได้ยินพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ในเวลาไม่นานหลังจากนั้นผมสรุปได้ว่า นั่นคือสิ่งที่ผมมองหา จึงได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ออกมาชื่อ เศรษฐกิจพอเพียง: ภูมิปัญญาชาติไทย ซึ่งพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2543

จากนั้นมา ผมได้ติดตามการตีความหมายและรายงานเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติของบุคคลและองค์กรต่างๆ พร้อมทั้งพยายามค้นคว้าหาความกระจ่างเพิ่มขึ้นด้วย หลังเวลาผ่านไปใกล้ 15 ปี ผมสรุปได้ด้วยความมั่นใจเต็มร้อยว่าการตีความหมายและการนำไปปฏิบัติแคบเกินไปและในบางกรณีมีการแอบอ้างอย่างน่าอับอาย อาทิเช่น การกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยมาตรการต่างๆ ในขณะที่รัฐบาลอ้างว่าใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงบริหารบ้านเมือง ทั้งนี้คงเพราะกลุ่มรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ทางด้านเศรษฐกิจไม่เคยเข้าใจและไม่ศรัทธาในแนวคิดอันประเสริฐยิ่งนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักการตลาดที่ศรัทธาแนวประชานิยม ผมจึงต้องเขียนหนังสือเล่มล่าสุดออกมา ซึ่งเพิ่งพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคมชื่อ ฝากภูมิปัญญาชาติไทยไว้กับครู

เป้าหมายในการเขียนหนังสือเล่มนี้ ได้แก่การแก้ไขความเข้าใจผิดอันเกิดจากการมองแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแคบและตื้นเกินไป โดยผู้ที่มีความรู้เศรษฐศาสตร์เพียงจำกัดชื่อของหนังสือบ่งบอกว่า ผมฝากภูมิปัญญาชาติไทยอันได้แก่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไว้กับครู ปัจจัยที่ทำให้ผมฝากเรื่องสำคัญยิ่งนี้ไว้กับครูมีหลายอย่างด้วยกัน แต่ในที่นี้ขอเรียนเพียงว่าเราอาจตีความหมายคำว่า ครูได้ทั้งในวงแคบและในวงกว้าง กล่าวคือ ผู้ประกอบอาชีพครูโดยตรงเป็นความหมายในวงแคบ ส่วนในวงกว้าง ครูหมายถึงผู้ใหญ่ในสังคมทุกคน ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่ต่างเป็นต้นแบบให้เด็กรุ่นหลัง ต้นแบบคือครู ถ้าครูส่วนใหญ่เข้าใจและนำแนวคิดไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมมั่นใจเต็มร้อยว่าเมืองไทยจะพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับความเข้าใจผิดที่ผมคิดว่าเกิดจากการตีความหมายและการนำไปปฏิบัติในกรอบแคบๆ และตื้นเกินไปนั้นหนังสืออธิบายไว้อย่างละเอียด เท่าที่ผ่านมาการพูดถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงส่วนใหญ่มุ่งไปที่มิติปรัชญาซึ่งแคบเกินไปเพราะมิติเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน ยิ่งถ้าเรามองว่า ในหลวงฯ ทรงเสนอแนะให้ใช้แนวคิดนี้แก้วิกฤติเศรษฐกิจซึ่งกำลังโหมอยู่เมื่อปี 2540 ด้วยแล้ว การมองข้ามมิติเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

จริงอยู่ในบางกรณีมีการพูดถึงมิติเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่การพูดถึงนั้นมักเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรมอันมีเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่เป็นหลัก นั่นเป็นการมองแคบเกินไป นอกจากนั้นยังไม่มีการชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางด้านแนวคิดทางเศรษฐกิจทั้งหมดอีกด้วย ประเด็นนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องจากมันเป็นทั้งบริบทและความเชื่อมต่อของแนวคิดในอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องความสำคัญของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

หนังสือทบทวนมิติปรัชญาของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นส่วนที่มักรับทราบกันทั่วไปซึ่งมี “สามห่วงสองเงื่อนไข” เป็นแกน สามห่วงได้แก่ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกันและความพอประมาณ ส่วนสองเงื่อนไขได้แก่ความรู้และคุณธรรม ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นองค์ประกอบของแนวคิดผมเสนอให้มองความรู้และคุณธรรมเป็น “ฐาน” เพราะการมองว่าทั้งสองเป็นเพียง “เงื่อนไข” ให้ความสำคัญแก่ความรู้และคุณธรรมน้อยกว่าที่น่าจะเป็นหนังสือพูดถึงมิตินี้และองค์ประกอบทั้งห้าในส่วนที่ไม่ค่อยได้พูดถึงกันพร้อมกับอ่านสภาพการณ์ในเมืองไทยจากมุมมองขององค์ประกอบดังกล่าวด้วย

หลังจากนั้น เนื้อหาจึงพูดถึงวิวัฒนาการทางด้านกิจการของมนุษย์ซึ่งเป็นทั้งบริบทและฐานทางด้านแนวคิดของเศรษฐกิจตั้งแต่ครั้งโบราณ เนื้อหาชี้ให้เห็นการเชื่อมต่อของเหตุการณ์และแนวคิด ประเด็นใหญ่ได้แก่การชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักสร้างปัญหาอีกทั้งยังแก้ปัญหาไม่ได้อย่างไรส่งผลให้มันหมดยุค และแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนจากนั้น เนื้อหานำตัวอย่างการตีความหมายและการนำไปประยุกต์ใช้มาเสนอในบทสุดท้าย ก่อนสรุปผมได้พูดถึงความมักง่ายของฝรั่งที่ตั้งชื่อหนังสือว่า Sufficiency Economy ตามคำแปลของแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงโดยที่เนื้อหาแทบไม่มีสิ่งที่เป็นแก่นของแนวคิด ทั้งนี้คงเพราะเขามองเห็นว่าแนวคิดนี้จะมีความสำคัญยิ่งต่อไปจึงชิงนำคำแปลมาใช้เสียก่อน

นอกจากนั้น มีฝรั่งบางคนแอบอ้างทั้งที่ไม่มีภูมิหลังทางเศรษฐศาสตร์จนทำให้คนไทยหลายคนหลงเชื่อและจ้างเป็นที่ปรึกษา ส่วนคนที่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์อย่างถ่องแท้ เช่น เจฟฟรี่ แซคส์ ก็ได้เริ่มใช้หลักคิดในแนวเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว แต่ยังไม่ใช้คำว่า Sufficiency Economy โดยตรง เขาเสนอเรื่องนี้ไว้ในบทที่ 9 ของหนังสือชื่อ The Price of Civilization

อีกไม่นานจะมีการเสวนาเรื่องเนื้อหาของหนังสือเพื่อตอบคำถามและรับความเห็นจากผู้อ่าน พร้อมกันนั้นจะมีการทำกิจกรรมเกี่ยวโยงกันโดยภาคเอกชนซึ่งจะประกอบด้วยทั้งผู้ใฝ่รู้และผู้ที่ได้นำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้จนได้ผลเป็นที่ประจักษ์ เราอยากเชิญภาครัฐเข้าร่วมเพื่อทำความเข้าใจในแนวคิดนี้อย่างถ่องแท้และแก้ไขความเข้าใจผิด แต่มิรู้จะเชิญใคร นอกจากนั้น เรายังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจริงใจต่อการใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหาพร้อมกับพัฒนาบ้านเมืองอย่างจริงจังอีกด้วย