มฤตยูเข้าเมษ (2)

มฤตยูเข้าเมษ (2)

เรียนโดยไม่คิด ก็เปล่าประโยชน์ คิดโดยไม่เรียน ก็หลงทางได้ง่าย โหราศาสตร์สืบทอดและพัฒนามากว่า 7,000 ปี

ถ้าไม่ตั้งใจศึกษาอย่างแท้จริง ชั่วชีวิตไม่อาจเข้าถึงแก่นแท้ได้

ทำไมมฤตยูยกเข้าเมษ จึงเป็นเรื่องราวใหญ่โต? เพราะปัจจัย 3 ประการ คือ (1) อิทธิพลมฤตยู (2) ราศีเมษ (3) ลัคนาและอาทิตย์ดวงเมือง เมื่อ 3 ปัจจัยมาบรรจบพร้อมกัน ความสำคัญของเรื่องราวก็เพิ่มขึ้น ประเด็นคือมันสำคัญมากขนาดไหน?

มฤตยู (Uranus) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่เลยวงโคจรดาวเสาร์สามารถมองด้วยตาเปล่า แต่สังเกตเห็นได้ยาก เพราะมัวและเคลื่อนที่ช้า โหราศาสตร์โบราณ (Traditional Astrology) ไม่ได้นำมาใช้ โบราณใช้แค่ดาวที่มีแสงในตัวเอง (Luminary) คืออาทิตย์จันทร์ ดาวเคราะห์ (Planet) ทั้ง 5 คืออังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ รวมถึงดาวเคราะห์เงา (Shadow Planet) คือราหูเกตุ รวมกัน 9 ดวงเท่านั้น

แม้วิลเลียม เฮอร์เชล ค้นพบมฤตยูใน ค.ศ.1781 แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครพบมาก่อน ฮิปปาคัส (Hipparchus: 190-120 ก่อน ค.ศ.) นักดาราศาสตร์กรีกได้บันทึก (ดาวฤกษ์) มฤตยูไว้ในแคตาล็อคดาว และถูกบันทึกต่อในคัมภีร์ Almagest ของปโตเลมี (Claudius Ptolemy: ค.ศ. 100-170)

ในจารึกโบราณของอินเดีย มหาฤาษีวสิษฐะ (3,000 ปีก่อน ค.ศ.) ผู้รจนาคัมภีร์ฤคเวท ได้ทำนายถึงการค้นพบดาวเคราะห์สำคัญ 3 ดวงในกลียุค นั่นคือประชาปติ วรุณ และยม ซึ่งเทียบได้กับมฤตยู เนปจูน และพลูโต ประชาปติคือเทพแห่งการสร้างสรรค์ ภาคหนึ่งของประชาปติคืออินทร์ โหราศาสตร์อินเดีย (สมัยใหม่) จึงขนานนามว่า ดาวอินทร์

แต่โหราศาสตร์ไทยเรียก Uranus ว่า มฤตยูซึ่งแปลว่าความตาย ต่างจากอินเดียที่ใช้คำว่า “ยม” หรือพลูโต ชื่อมฤตยูมีที่มาอย่างไร? โหราศาสตร์ไทยใช้เลข 1-9 แทนดาวอาทิตย์ถึงเกตุ เมื่อเอามฤตยูเข้ามาเพิ่ม จึงเหลือเลข 0 ตัวเดียวที่ใช้ได้ ศูนย์มีนัยถึงความว่างเปล่า หมดสิ้น ดับสูญ ความตาย ชื่อและความหมายตามคติโหรไทย จึงเป็นไปในทำนองนี้

คุณสมบัติหนึ่งของมฤตยูคือความแปลก วิปริต ผิดปกติ เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐาน (Eccentricity) โหรไทยจึงทายมฤตยูว่า “อาเพศ” อันที่จริง ความแปลกประหลาดไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป มฤตยูที่กุมลัคนาบิล เกตส์ ก็ส่งผลดีมาก แม้มีพฤติกรรมเนิร์ดๆ แต่เขาก็เป็นอัจฉริยะด้านไอทีและมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

ความผิดปกติหรืออาการที่ผิดไปจากธรรมดาสามัญ ทำให้อิทธิพลมฤตยูนั้นคาดเดาไม่ได้ (The Unexpected) มันจึงเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุเภทภัย โดยเฉพาะภัยธรรมชาติในอีกมุมหนึ่ง มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เสาร์คือโครงสร้าง กฎระเบียบ สภาพเดิม มฤตยูอยู่เลยจากเสาร์ มฤตยูคือผู้ทำลายสิ่งเดิมๆ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาทดแทน

การเปลี่ยนแปลงของมฤตยูมักนำมาซึ่งสภาพการณ์ใหม่ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต

  เพราะมฤตยูคือผู้ทำลายเก่าเพื่อสร้างใหม่ คุณสมบัติสำคัญจึงเป็นการต่อต้าน นอกกรอบ ขบถ ปลดปล่อย ปฏิวัติ มฤตยูเป็นดาวแห่งเสรีภาพ (Liberation) สังคมและวัฒนธรรมใดที่ยึดติดกับอดีต สิ่งเก่าๆ และไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เมื่อเผชิญกับพลังของมฤตยู มักต้องเจ็บปวดและสูญเสีย (มากกว่าที่ควรจะเป็น)

มฤตยูคือพลังในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน มันจึงหมายถึงญาณทัศนะ การหยั่งรู้ การเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตัวเอง มฤตยูมีคุณสมบัติคล้ายดาวพุธ แต่ว่องไวและเฉียบคมกว่า ในทางวิชาการ มฤตยูหมายถึงโหราศาสตร์ การประดิษฐ์คิดค้น

ราศีเมษสำคัญอย่างไร? คำตอบมี 3 ประการ (1) เมษคือราศีแม่ธาตุไฟ จึงมีพลังงานสูง เป็นราศีแห่งการกระทำ (2) เมษเป็นจรราศี ตอบสนองต่อพลังงานได้ดี จึงแสดงอิทธิพลดาวได้เต็มที่ (3) เมษคือจุดเริ่มต้นจักรราศี เมื่อดาวโคจรถึงจุดนี้ ถือว่าเริ่มวัฏจักร Sidereal ใหม่ เราสามารถทำนาย Major Theme และเหตุการณ์ในวัฏจักรได้เช่นเดียวกับดวงสงกรานต์ นี่คือมรดกทางปัญญาของโหราศาสตร์ยุค Hellenistic

ปัจจัยสุดท้าย เพราะลัคนาและอาทิตย์ดวงเมืองไทยอยู่ในราศีเมษ จึงกังวลกันว่า มฤตยูจะส่งผลร้ายต่อบ้านเมือง นี่คือวิธีคิดแบบดวงอีแปะ (ที่เหมารวมทั้งราศี) โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งองศาที่แท้จริง มฤตยูจร 1 ราศี (30 องศา) ใช้เวลา 7 ปี อาทิตย์ลัคนาอยู่ที่ 10 และ 24 องศา กว่าที่มฤตยูจะทับและแสดงผลจริง ๆ ก็เป็นพฤษภาคม 2562 และกรกฎาคม 2565 ไม่ใช่ช่วงเวลานี้

มฤตยูเดิมอยู่ที่ 8:53 องศาเมถุน เมถุนคือราศีแห่งการติดต่อสื่อสาร เมถุนเป็นภพที่ 3 หมายถึงประเทศเพื่อนบ้าน สนธิสัญญา มฤตยูไม่ว่าจรไปที่ใด ย่อมแสดงอิทธิพลตามคุณสมบัติของภพนี้ ภพ 3 โยคหน้าลัคน์ ดังนั้น มฤตยูเข้าเมษไม่ควรส่งผลเสียร้ายแรง ยกเว้นมีมุมดาวร้ายจากบาปเคราะห์อื่นร่วมด้วย

  โหรไทยบางคนว่า บ้านเมืองจะได้ลาภ เพราะมฤตยูเป็นดาวครองราศีกุมภ์ ซึ่งเป็นภพลาภะดวงเมือง ข้อนี้นับว่าแปลก โหราศาสตร์โบราณทั้งตะวันตกและออก (รวมไทย) ถือว่าเสาร์เป็นดาวเจ้าราศีกุมภ์ มีเพียงนักโหราศาสตร์ฝรั่ง (สมัยใหม่) เท่านั้นที่ถือมฤตยู คำทำนายเช่นนี้นับว่าผิดฝาผิดตัว จับแพะชนแกะ ข้ามเส้นเขตแดนของวิชา และสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษา

โดยสรุป มฤตยูเข้าเมษเป็นปรากฏการณ์สำคัญ แต่ไม่ถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายในบ้านเมือง มฤตยูเข้าเมษจริง 27 มิถุนายน 59 แต่เข้ามาสั้นๆ แค่ 2 เดือนเศษ แล้วถอยกลับมีน ก่อนยกเข้าอีกที 8 เมษายน2560 และจรไปตลอดราศี เหตุการณ์ต่างๆ ตามความหมายมฤตยู จะค่อยๆ ปรากฏและทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เราควรเตรียมรับมือกับมฤตยูอย่างไร? ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เกิดบ่อย อุบัติเหตุต่างๆ เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ด้วยความไม่ประมาท เรื่องสำคัญจริงๆ คือการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มฤตยูจึงเป็นเสมือนยาขม แต่ถ้าไม่มีมฤตยู เราอาจกลายเป็น “กบต้ม” ในหม้อน้ำที่ค่อยๆ เดือด เพราะไม่สำนึกรู้และปรับตัวไปพร้อมกับโลก

มฤตยูเปลี่ยนโดยทำลายเก่าเพื่อสร้างใหม่ ระบบโครงสร้างเดิมที่ไม่ยืดหยุ่น รวมศูนย์ และล้าสมัย จะเผชิญแรงปะทะอย่างสูง ถ้าไม่ถูกทำลายจากภายนอก ก็ค่อยๆ สึกกร่อนผุพังจากภายใน มฤตยูคือดาวแห่งเสรีภาพ การปลดปล่อยพลังต่างๆ เช่น อำนาจ เงินตรา ความรู้ การบริหาร ให้กระจายตัวและเคลื่อนไหวอย่างอิสระ เป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญที่เลี่ยงไม่ได้

คำถามสุดท้าย การเปลี่ยนแปลงทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือแย่ลง? เราต้องเข้าใจก่อนว่า โลกไม่มีคำว่าดีหรือร้าย ดีร้ายเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นเอง โลกก็เป็นอย่างที่มันเป็น พลังธรรมชาติก็ทำอย่างที่มันควรทำ ไม่สนว่ามนุษย์จะตัดสินอย่างไร เผ่าพันธุ์และบุคคลรับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็เสื่อมโทรมล่มสลายไป

วิวัฒน์คือการปรับตัว เรียนรู้ และก้าวไปตามกระแสโลก นี่คือความก้าวหน้าที่แท้จริง มันจะสร้างสุขและสิ่งดีงาม วิบัติคือหลงตัวเอง ปิดกั้นการเรียนรู้ และปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง นี่คือหนทางแห่งความเสื่อม ที่สุดก็ทำลายตัวเอง

ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดอาจเป็นตัวเราเอง