ผูกขาดกับโกอินเตอร์

ผูกขาดกับโกอินเตอร์

ท่านผู้อ่านได้ข้อคิดอะไรจากพาดหัวข่าวต่อไปนี้ครับ...“ดิวตี้ฟรีจากประเทศเกาหลี ต้องการสัมปทานธุรกิจดิวตี้ฟรี

ในประเทศไทย” หรือ “ธุรกิจค้าปลีกของคนไทย ซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม”

เมื่อพูดถึงดิวตี้ฟรี ก็ต้องขอพูดถึง “คิงเพาเวอร์” ที่ถูกมองว่ามีลักษณะ “ผูกขาด” ในธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีเนื่องจากการได้รับสัมปทานแต่เพียงผู้เดียวเป็นระยะเวลาค่อนข้างนานหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม นิยามของธุรกิจที่ผูกขาดนั้น มักจะพิจารณาที่อุตสาหกรรมหรือตลาดที่มีผู้ผลิตและ/หรือผู้ขายเพียงรายเดียว ดังนั้น ถ้ามองว่า “ดิวตี้ฟรี” คืออุตสาหกรรมหนึ่ง และ “ผู้ที่ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง” คือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คิงเพาเวอร์ก็ต้องผูกขาดในประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะไม่มีคู่แข่งแล้ว ลูกค้าก็ไม่สามารถซื้อสินค้าจากผู้ขายรายอื่นเพื่อทดแทนได้ (เพราะเดินออกมาข้างนอกลำบาก)

นักศึกษาส่วนใหญ่ที่ศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ดูเหมือนจะเข้าใจตรงกันว่า การแข่งขันทำให้ราคาถูกลง (และปริมาณขายมากขึ้น) เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากกว่าการผูกขาด อาจารย์ที่สอนเศรษฐศาสตร์รวมทั้งนักศึกษาที่เรียนวิชานี้ก็มักจะยกตัวอย่างของ คิงเพาเวอร์ไว้เป็นกรณีศึกษาที่รัฐบาลเป็นผู้สร้างการผูกขาดซะเอง (แทนที่จะส่งเสริมให้มีการแข่งขันกัน) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการปรับเปลี่ยนนิยามให้กว้างขึ้น คำตอบที่ได้ก็อาจจะไม่เหมือนเดิมเช่น ถ้ามองว่า “ดิวตี้ฟรี” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยเท่านั้น เราก็จะเห็นคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้นทันที

หรือถ้าเรามองตลาดให้ออกนอกประเทศไทยไปในระดับอาเซียน เอเชียหรือระดับโลก เราก็จะพบว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถเลือกซื้อสินค้าปลอดภาษีที่ดิวตี้ฟรีของประเทศอื่นๆ ได้เช่นกัน สรุปได้ง่ายๆ ว่า แม้ว่าคิงเพาเวอร์จะเป็นผู้ผูกขาดในตลาดดิวตี้ฟรี แต่ก็ไม่ใช่ผู้ผูกขาดในตลาดค้าปลีกและแม้ว่าคิงเพาเวอร์จะเป็นผู้ผูกขาดในประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่ผู้ผูกขาดในระดับโลก (แม้ว่าตอนนี้ คิงเพาเวอร์จะดังระดับโลกไปแล้วจากเรื่องของฟุตบอล)

พอพูดถึงคิงเพาเวอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง ซีพี” ที่หลายคนคิดว่าเป็นธุรกิจผูกขาด ซีพีแตกต่างกับคิงเพาเวอร์ในประเด็นเกี่ยวกับสัมปทานแต่มีความคล้ายคลึงกับคิงเพาเวอร์ในเรื่องของนิยาม ยกตัวอย่างเช่น 7-11 อาจมีอำนาจต่อรองมากในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ แต่ถ้าพูดถึงธุรกิจค้าปลีกในภาพรวมแล้ว 7-11 ก็ยังต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอีกมาก และแม้ว่าซีพีจะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ (มาก) ในประเทศไทย แต่ถ้าวัดกันในระดับโลกแล้ว ซีพีก็ยังถือว่าห่างไกลกับคำว่าผูกขาด

เมื่อโลก “แคบ” ลงกว่าเดิม การแข่งขันกันในทางธุรกิจมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น หลายครั้งที่บริษัทสัญชาติไทยไม่ได้จับตลาดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่มองตลาดอาเซียน เอเชีย หรือโลก เป็นจุดหมายปลายทางมากกว่า ดังนั้นหากบริษัทของคนไทยไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่พอ ก็อาจไม่สามารถต่อสู้กับบริษัทต่างชาติได้ และในที่สุด ใครจะรู้ เมื่อธุรกิจต่างชาติที่มีขนาดระดับโลกหรือ Global Company บุกเข้าเมืองไทยอย่างจริงจัง เราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา

ผมคิดว่าที่ผ่านมา เราตั้งคำถามเกี่ยวกับผูกขาดเพียงแค่ว่า “เอาผูกขาด” หรือ “ไม่เอาผูกขาด” แต่มองข้ามมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนและรอบด้านถึงผลลัพท์ของทางเลือกต่างๆ แต่ถ้าหากเราลองตั้งคำถามใหม่ เราอาจเข้าใจภาพที่ชัดเจนขึ้นเช่น “เราต้องการให้บริษัทต่างชาติผูกขาดในประเทศไทย สร้างรายได้มหาศาลแต่ส่งเงินส่วนใหญ่กลับประเทศของเขาหรือไม่” หรือ “เราต้องการเห็นบริษัทของคนไทยลงทุนเป็นเจ้าของกิจการในต่างประเทศหรือเราต้องการเห็นบริษัทต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการในประเทศไทย” หรือว่า “เราต้องการเห็นบริษัทของคนไทยที่มีศักยภาพระดับโลก หรือเราต้องการให้บริษัทไทยมีขนาดเพียงแค่พอแข่งขันได้ในประเทศตัวเอง แต่ไม่สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก”

การเป็นผู้ผูกขาด หรือมีอำนาจเหนือตลาดนั้น ไม่ใช่ความผิด ตรงกันข้ามบริษัททุกแห่งต่างก็แข่งขันกันเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางการตลาดและอำนาจเหนือตลาดทั้งนั้น ประเด็นสำคัญคือผู้ที่มีอำนาจเหนือตลาดต้องไม่ใช้อำนาจเหนือตลาดสร้างกำแพงเพื่อลดการแข่งขัน ซึ่งถ้าผู้ผลิตหรือผู้ขายรายใดมีพฤติกรรมเช่นนี้ ก็ควรจะถูกลงโทษทางกฎหมายและให้สังคมประนามเป็นเรื่องๆ ไป หรือถ้ากฎกติกา (รวมทั้งการบังคับใช้) อ่อนแอเกินไป ก็สามารถวิจารณ์เพื่อการแก้ไขปรับปรุงได้

สำหรับกรณีของการผูกขาดจากสัมปทานของรัฐนั้น ขอสองข้อก็พอคือหนึ่ง ขอให้มีกลไกที่โปร่งใสเพื่อให้ผลประโยชน์ตกเป็นของแผ่นดินให้ได้มากที่สุด และสอง ขอให้มีผลกระทบทางลบต่อผู้บริโภคคนไทยน้อยที่สุด เท่านี้ก็ดีใจแล้วครับไม่เพียงอยากเห็นดาราหรือนักกีฬาไทยบนเวทีโลกเท่านั้น แต่อยากสนับสนุนและให้กำลังใจบริษัทของคนไทยให้โกอินเตอร์และแข่งขันกับนานาชาติได้ครับ

----------------------

 ผศ. ดร. ยิ่งยศ เจียรวุฑฒิ

ภาควิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

[email protected]