คาร์เทล : Combating Cartels in ASEAN

คาร์เทล : Combating Cartels in ASEAN

ในระหว่างวันที่ 27-28 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ German International

Cooperation (GIZ) และ ASEAN-Australia-New Zealand FTA (AANZFTA) ได้กำหนดจัดประชุมเชิงวิชาการด้านการแข่งขันทางการค้าระดับภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 6 (The 6th ASEAN Competition Conference: The 6th ACC) ภายใต้หัวข้อ “Combating Cartels in ASEAN - Getting It Right” ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้และพัฒนาแนวทางการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าในภูมิภาคอาเซียนให้มีประสิทธิภาพ

ผู้เขียนเห็นว่า “Cartel” เป็นประเด็นที่น่าสนใจทั้งในทางกฎหมายและเศรษฐกิจ วันนี้จึงขอนำเรื่องของคาร์เทลมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่าน

ตาม Directive 2014/104/EU on Antitrust Damages Actions ซึ่งเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป ให้นิยามของ “คาร์เทล” ว่าหมายความถึง ความตกลงร่วมกันของผู้ประกอบธุรกิจตั้งแต่สองรายเพื่อร่วมกันกำหนดพฤติกรรมการแข่งขันในตลาด หรือเพื่อให้มีผลกระทบต่อตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน อาทิ ร่วมกันกำหนดราคาซื้อ หรือราคาขาย หรือเงื่อนไขของราคา เงื่อนไขการจัดจำหน่าย หรือสัดส่วนการขาย การแบ่งตลาดและลูกค้า การกำหนดราคาประมูล และการจำกัดการนำเข้าหรือส่งออก

จากบทนิยามดังกล่าว คาร์เทลจึงเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ ที่ตามปกติต้องแข่งขันกันในตลาด แต่กลับไม่แข่งขันและเลือกที่จะตกลงเพื่อจำกัดการแข่งขัน ซึ่งแนวคิดในระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดนั้นเชื่อว่าสังคมและผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อผู้ประกอบการแข่งขันกันในเรื่องราคาและคุณภาพของสินค้า แต่คาร์เทลหรือการพยายามสร้างคาร์เทล (Cartelization) เป็นความพยายามผูกขาดอย่างหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการทำลายสวัสดิการสังคม (Social Welfare) และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ในประเทศอุตสาหกรรมจึงกำหนดให้คาร์เทลเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ในระบบกฎหมายไทย ไม่มีบทนิยาม “คาร์เทล” ไว้โดยตรง แต่หากเทียบเคียงกับพฤติกรรมต่างๆ ของคาร์เทลตามแนวคิดของระบบกฎหมายสหภาพยุโรป “คาร์เทล” ในความหมายอย่างกว้างคือพฤติกรรมต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 (“พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ”) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจร่วมกันกำหนดราคา ร่วมกันแบ่งตลาด ร่วมกันฮั้วประมูล และใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ

คาร์เทลในบริบทของอาเซียนมีความสำคัญในหลายๆ ประการ สหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างที่ดีของการกำหนดมาตรการกฎหมายในการต่อต้านคาร์เทล เนื่องจากในการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจ คาร์เทลอาจไม่จำเป็นต้องเป็นความตกลงระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศเท่านั้น แต่อาจเป็นความตกลงระหว่างผู้ประกอบการคนละประเทศ หรืออาจเป็นความตกลงของผู้ประกอบการภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในอีกประเทศหนึ่งก็ได้ (Effect doctrine)

เช่น หากผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยและเวียดนาม ซึ่งอยู่ในตลาดผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันตกลงที่จะไม่แข่งขันกันในตลาดใดตลาดหนึ่ง อาทิ ตกลงกันให้ตลาดกัมพูชาเป็นของผู้ประกอบการเวียดนามและให้ตลาดลาวเป็นของผู้ประกอบการไทย ความตกลงของผู้ประกอบการทั้งสองรายก็อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดกัมพูชาและลาว ดังนั้น ในการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นที่ประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเดียวกันต้องอนุวัติการกฎหมายภายในให้มีหลักการพื้นฐานเช่นเดียวกัน (Harmonization) รวมถึงอาจต้องยอมรับการบังคับใช้กฎหมายนอกเขตแดนแห่งรัฐด้วย (Extraterritorial application of law)

เมื่อย้อนกลับมามอง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าฯ ของไทย จะพบว่าตลอด 17 ปีของการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไม่ปรากฏว่า มีคำตัดสินหรือการชี้ขาดใดๆ ของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในลักษณะที่วางหลักการทางกฎหมายที่สำคัญหรือมีคดีขึ้นสู่ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองเพื่อวินิจฉัยแต่อย่างใด สาเหตุหลักๆ ก็มีอยู่หลายประการที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

1) โครงสร้างของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่ไม่มีความเป็นอิสระและไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการจัดตั้งขึ้นมาในลักษณะของคณะกรรมการเฉพาะกิจที่มีการประชุมเป็นครั้งคราวและไม่ใช่ลักษณะงานประจำ ทำให้คณะกรรมการฯ ไม่สามารถกำกับดูแลกลไกการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2) ภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ทราบและตระหนักถึงสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายแข่งขันทางการค้า และสิทธิในการได้รับการเยียวยาตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของภาครัฐในการใช้เครื่องมือทางกฎหมายแข่งขันทางการค้า และการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่ถูกต้องแก่ทุกภาคส่วน

3) ข้อจำกัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความที่ทำให้การใช้สิทธิทางแพ่งในการเรียกค่าเสียหายมีข้อจำกัด อาทิ ในเรื่องของพยานหลักฐานและระยะเวลาการฟ้องคดี ซึ่งตามกฎหมายไทยกำหนดไว้เพียง 1 ปีในกรณีของคดีแพ่ง ในขณะที่ของสหภาพยุโรปกำหนดไว้อย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ก็ยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องความเป็นผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องคดี และปัญหาในการกำหนดค่าเสียหายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าในประเทศไทย จะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และการประชุมเชิงวิชาการในครั้งนี้ก็น่าจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของประเทศในอาเซียนเกี่ยวกับการต่อต้านคาร์เทลอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจและอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบกฎหมายของอาเซียนที่เกี่ยวกับการต่อต้านคาร์เทล สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ http://otcc.dit.go.th/6thacc.html

------------------------

ศุภวัชร์ มาลานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ทัชธร เวชพันธ์ Chandler & Thong-ek Law Office