สี่แยกมหัศจรรย์ นวัตกรรมโลกแห่ง MIT

สี่แยกมหัศจรรย์ นวัตกรรมโลกแห่ง MIT

หลังจากการนำเสนอผลงานวิจัยที่สหรัฐอเมริกา ผมมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาชูเซ็ท โดยเฉพาะ

“สี่แยกมหัศจรรย์ นวัตกรรมโลกแห่ง เอ็มไอที (Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT)” ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างถนนเมน (Main Street) กับ ถนนวาสสาร์ (Vassar Street) มัคคุเทศก์พาทัวร์ คือน้องแบลล์ (ชญานี ศุภปัญญา) สาวน้อยมหัศจรรย์ คนไทยอายุ 25 ปี ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี BIM ทำงานกับ Broad Institute of MIT and Harvard ที่ตั้งอยู่ในย่านนี้

ที่ผมเรียกว่าเป็น “สี่แยกมหัศจรรย์เพราะเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน อาคารในย่านนี้ส่วนใหญ่เป็นโกดังหรือไม่ก็เป็นที่จอดรถยนต์ที่ระเกะระกะ แต่ปัจจุบัน กลายเป็นย่านออฟฟิศทันสมัย และมีห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการวิจัยด้านไบโอเทคโนโลยี (Bio-technology laboratory) ระดับแนวหน้าของโลกอยู่มากมาย ดังนั้น บริษัทในย่านนี้ จำนวนมากเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ (Startups) และบริษัทยาชั้นนำของโลก สิ่งที่น่าทึ่งและอัศจรรย์ คือ ขนาดเศรษฐกิจของสี่แยกมหัศจรรย์นี้ มีขนาดใหญ่มากถึง 1-2% ของเศรษฐกิจโลก เพื่อให้ท่านผู้อ่านนึกภาพออก ก็ราวๆ กว่า 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยเลยทีเดียว ความอัศจรรย์นี้เขาเริ่มต้นกันอย่างไร?

จุดเริ่มต้นมาจากอาจารย์ที่ทำงานวิจัยเป็นหลัก 17 ท่าน เมื่อราวกว่า 10 ปีก่อนหน้านี้ ทำงานวิจัยในอาคารสถาบัน Whitehead Institute เป็นอาคารเก่าสีเงินสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกนี้ สร้างผลงานวิจัยด้านพันธุกรรมศาสตร์ อาทิ genetics, genomics และ epigenetics ระดับท๊อปของโลก ผลงานที่ตีพิมพ์ได้รับการอ้างอิงและมีค่าคะแนนผลกระทบสูงมากที่สุดของโลก นอกจากนี้ อาจารย์นักวิจัยเหล่านี้ยังได้ช่วยตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่ยิ่งใหญ่ อาทิ Genzyme และ Millennium

หลังจากนั้นไม่นาน สถานที่ในอาคารแรกเริ่มคับแคบ ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของ ดร.อิริค แลนเดอร์ (Dr.Eric Lander) และการสนับสนุนด้านการเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราวๆ 25,000 ล้านบาท) จากมหาเศรษฐีตระกูลบรอร์ด (Broad) จึงได้ขยายพื้นที่ทำงานวิจัยไปยังอาคารข้างเคียงอีก 3 อาคาร และก่อตั้งสถาบัน Broad Institute of MIT and Harvard เป็นอาคารที่หรูหรา ทันสมัย โถงรับรอง (ดังภาพประกอบ) ในอาคารมีร้านกาแฟ และมุมนิทรรศการย่อมๆ แสดงภาพและเครื่องมือในการจัดเรียงพันธุกรรม (Genome sequencing instrument)

ที่น่าสนใจมากยิ่งกว่านี้ คือ โมเดลการทำงานของสถาบันแห่งนี้ จะแตกต่างจากเดิม โดยสถาบัน Broad Institute จะเป็นเสมือนสะพานเชื่อมการทำงานวิจัยร่วมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด กับมหาวิทยาลัยเอ็มไอที และแทบทุกโรงพยาบาลในเมืองบอสตัน รวมทั้งหน่วยงานพันธมิตรมากกว่า 10,000 แห่ง ทั่วโลก ผลงานวิจัย (Frontier research) อาทิ การค้นพบวิธีการรักษาโรคอีโบล่า การหาสาเหตุของการเกิดโรคจิตแบบไบโพล่า นักวิจัยที่ทำงานในสถาบันนี้ส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อภาคธุรกิจ ดังจะเห็นได้จาก ผู้อำนวยการของสถาบันวิจัยแห่งนี้ได้ช่วยก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพชั้นนำ ด้านไบโอเทคโนโลยีระดับโลก อาทิ Foundation Medicine, Verastem, Fidelity Biosciences, Courtagen, Aclara

อีกฝั่งหนึ่งของสี่แยกอัศจรรย์นี้ เป็นอาคารของสถาบัน Koch Institute for Integrative Cancer Research ทำงานวิจัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับมะเร็งอย่างครบวงจร อาคารนี้ไม่มีคนไข้มะเร็งและมิใช่โรงเรียนแพทย์ แต่จะมีนักวิจัยที่มุ่งเน้นวิจัยเกี่ยวกับเซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวได้อย่างไร การรักษาโรคมะเร็งโดยเทคโนโลยีโมเลกุลนาโน การสร้างเครื่องมือต้นแบบเพื่อตรวจวินิจฉัยเซลล์มะเร็งระยะก่อตัว ลักษณะการทำงานเป็นแบบสหสาขาวิชาจากนักวิจัย ด้านชีววิทยา วิศวกรไฟฟ้า นักเคมี วิศวกรเครื่องกล นักวัสดุศาสตร์ และวิศวกรชีววิทยา ร่วมกันสร้างผลงานวิจัย และสิทธิบัตรต่างๆ

รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพมากมายหลายบริษัท หากผู้อ่านไปทานอาหารกลางวันแถวนั้นอาจได้กระทบไหล่หรือพูดคุยกับนักวิจัยระดับโลก อาทิ ดาเรียล เออไวน์ (ผู้ใช้ระบบภูมิต้านทานต่อสู้กับมะเร็ง) แซงกีตาร์ บาร์เตีย (วิศวกรนาโน ผู้สร้างเครื่องมือตรวจจับเซลล์มะเร็งในระยะก่อตัว) หรืออาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลก็เป็นได้ นวัตกรรมต่างๆ ที่ค้นพบเหล่านี้ได้นำไปประยุกต์ใช้ ก่อตั้งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพหลายบริษัท มูลค่าตลาดโดยรวมของบริษัทเหล่านี้มากเท่ากับรายได้ของประเทศขนาดกลางเลยทีเดียว

ข้ามถนนมาอีกมุมหนึ่งของสี่แยก จะเป็นอาคารที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสมอง (Brain) นักวิจัยมาจากหลากหลายสาขาวิชา เช่น นักจิตวิทยา จิตแพทย์ วิศวกรไฟฟ้า ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และนักวิจัยอีกมากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้และสติปัญญา (Consciousness) ช่วงพักอาหารกลางวัน นักวิจัยจากคณะต่างๆ ที่ศึกษาเกี่ยวกับสมองและพัฒนาการทางสติปัญญา การเรียนรู้และการจำ ระบบประมวลผลภาพเส้นประสาท (Neural imaging) ก็จะมากินอาหารและมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดประชาคม (Cluster) นักวิจัยโดยธรรมชาติ

อีกหัวมุมหนึ่งของสี่แยกมหัศจรรย์นี้ เป็นย่านประชาคมวิจัยของบริษัทเอกชนระดับโลก อาทิ Novartis ซึ่งย้ายฐานห้องปฏิบัติการวิจัยจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาที่นี่ ทำให้เป็นบริษัทที่มีจำนวนการจ้างงานมากที่สุดในย่านนี้ นอกจากนี้ยังมี Pfizer, Sanofi, Amgen, Biogen-Idec และบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่ง ก่อให้เกิดชุมชุมที่มีการผสมผสานระหว่างการวิจัยและธุรกิจอย่างลงตัว คนทำงานมีรายได้สูง ชุมชนเมืองมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สังเกตจากปั้นจั่นงานก่อสร้างโดยรอบๆ มีร้านอาหารเปิดใหม่ โรงภาพยนตร์ และพิพิธภัณฑ์ สภาพแวดล้อมก็สะอาดและปลอดภัย สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนเมืองนวัตกรรมแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

หลังจากการทัวร์สี่แยกมหัศจรรย์ นวัตกรรมโลกแห่งนี้ ผมได้นั่งตรึกตรองว่าอะไรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของชุมชนเมืองนวัตกรรมระดับโลกแห่งนี้ และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ข้อสรุปคงเป็นการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อดึงดูดนักวิจัยที่เก่งระดับโลกจำนวนมากให้มาอยู่รวมกัน ให้เขามีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับผู้ประกอบการ และบริษัทขนาดใหญ่ที่พร้อมให้การสนับสนุนนักวิจัยในการทำงานวิจัย และนำผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจริง

รวมทั้งการร่วมกันจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ (Technology Startups) การช่วยเหลือจากภาครัฐก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ โดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพเหล่านี้ จากการสำรวจพบว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพเกิดใหม่จากศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเอ็มไอที มากถึง 6,900 บริษัท ซึ่งสร้างรายได้มากถึง 26% ของรายได้มลรัฐแมสซาชูเซ็ท

หากถามว่า เป็นไปได้ไหมที่ไทยจะสร้างชุมชนเมืองนวัตกรรมระดับโลก? คำตอบคงขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำ ว่าจะมุ่งเน้นนำพาเศรษฐกิจไทยไปทิศทางใด ที่ตั้งบนพื้นฐานความแข็งแกร่งของเราเอง อาทิ เทคโนโลยีชีวการแพทย์และเทคโนโลยีชีวการเกษตร กอปรกับความมุ่งมั่นที่จะเร่งสนับสนุนและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มีปริมาณและคุณภาพมากพอ (Critical mass) ในด้านดังกล่าว

สร้างโอกาสและบรรยากาศให้นักวิจัยเหล่านี้ได้พบกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ร่วมกันทำงานวิจัยเป็นทีมแบบสหสาขาวิชา รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับภาคเอกชน ผลิตนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างจริงจัง การช่วยเหลือจากภาครัฐที่จะให้สิ่งจูงใจและอำนวยความสะดวกด้านกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นชุมชนนวัตกรรมระดับโลกเกิดขึ้นรอบๆ มหาวิทยาลัย อาทิ มหิดล จุฬาฯ หรือเกษตรศาสตร์ ก็เป็นได้

 ผู้อ่านคิดว่าอย่างไร?

-----------------

ผศ.ดร.ปราโมทย์ ศุภปัญญา

มหาวิทยาลัยขอนแก่น

[email protected]