Vote Yes, Vote No หรือ No Vote

Vote Yes, Vote No หรือ No Vote

ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของการลงประชามติที่ถูกกำหนดให้

มีการลงคะแนนในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ประเด็นที่ถกเถียงกันมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่ถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 61 วรรคสอง ประเด็นของการที่ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสเท่าเทียมกับฝ่ายที่สนับสนุน แต่มีประเด็นหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นข้อถกเถียงมากเช่นกัน แต่ไม่ค่อยปรากฏต่อสาธารณะเพราะเกรงว่าจะขัดต่อพ.ร.บ.ประชามติฯ ซึ่งก็คือ Vote Yes, Vote No หรือ No Vote ว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แต่ละคนจะเลือกวิธีการไหน

Vote Yes ภาษาทางกฎหมายใช้ว่า “เห็นชอบ” ด้วยการไปออกเสียงโดยการกากบาทในช่อง “เห็นชอบ” ภาษาทั่วไปก็คือ การรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งไม่ยากต่อความเข้าใจเท่ากับสองคำหลัง (Vote No กับ No Vote) ผู้ที่ตัดสินใจที่จะไป Vote Yes ก็หมายความว่าเขาผู้นั้นเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้สมควรผ่านประชามติออกมาใช้บังคับ จะด้วยเหตุผลที่เขาเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่สกัดกั้นนักการเมืองที่ถูกกมองว่าเป็นคนไม่ดี หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้คนดีเข้าสู่การเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้ง หรืออาจจะไม่มีเหตุผลใดมาอธิบายนอกจากคำว่า “ก็ชอบ” น่ะ ก็สุดแล้วแต่จะตีความว่าเป็นการชอบในร่างรัฐธรรมนูญนี้หรือชอบการรัฐประหาร

Vote No ภาษาทางกฎหมายใช้ว่า “ไม่เห็นชอบ” ด้วยการไปออกเสียงโดยการกากบาทในช่อง “ไม่เห็นชอบ” ภาษาทั่วไปก็คือการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ การที่เขาตัดสินใจออกไป Vote No ก็หมายความว่าเขาผู้นั้นเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่สมควรผ่านประชามติออกมาบังคับใช้ จะด้วยเหตุผลที่เขาเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่แย่กว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกไปก่อนหน้านั้น หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ความสำคัญต่ออธิปไตยของปวงชน หรือมีความไม่เท่าเทียมกัน หรือเป็นรัฐธรรมนูญที่จะสร้างปัญหาในอนาคต หรืออาจจะไม่มีเหตุผลอื่นใดมาอธิบายนอกจากคำว่า “ก็ไม่ชอบ” น่ะ ก็สุดแล้วแต่จะตีความว่าเป็นการไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ชอบการรัฐประหาร

No Vote ปกติแล้วถ้าเป็นการเลือกตั้งทั่วๆ ไป จะเข้าใจได้ไม่ยากเพราะในบัตรเลือกตั้งจะมีช่อง “ไม่ประสงค์จะลงคะแนน” ให้ แต่การลงประชามติคราวนี้ไม่มีช่องดังกล่าวที่ว่าให้กากบาท ฉะนั้น ผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนทำได้ด้วยการไม่ไปออกเสียง อาจจะด้วยเห็นผลที่เขาเชื่อว่ากากบาทไปก็ไร้ประโยชน์เพราะอย่างไรเสียฝ่ายรัฐก็ทำทุกวิถีทางที่จะให้ชนะ หรือเห็นว่าการออกไปกากบาทก็เท่ากับการออกไปยอมรับกติกาที่มองว่าไม่ชอบธรรม หรือบางส่วนที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มที่ใช้เหตุผลก่อนหน้านั้นก็ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “ก็ขี้เกียจน่ะ” หรือเหตุผลอื่นตามของ Vote No แต่ต่างวิธีการคือการไม่ไปลงคะแนน ซึ่งอาจพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าส่วนหนึ่งการ Vote No คือการ Boycott นั่นเอง

ประเด็นของ Vote No กับ No Vote แตกต่างกันตรงที่ Vote No นั้นออกไปกากบาท ส่วน No Vote นั้นไม่ออกไปกากบาทนั่นเอง จะด้วยเหตุผลของฝ่าย No Vote ที่ว่าถึงออกไปกากบาทก็แพ้อยู่ดี แต่ฝ่าย Vote No ก็แย้งว่าการไม่ไปออกเสียงก็เท่ากับการยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นชก สู้ออกไปกากบาทก็ยังมีหวังว่าจะชนะ เพราะโพลต่างๆ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านด้วยคะแนนที่ห่างค่อนข้างมาก

ถ้า Vote Yes ชนะ

ถ้าผ่านทั้ง 2 ประเด็น คือ ทั้งประเด็นหลักและประเด็นพ่วง (การให้รัฐสภามีส่วนในการตั้งนายกรัฐมนตรี) ก็หมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะถูกออกมาบังคับใช้ด้วยการแก้ไขบทเฉพาะกาล โดย กรธ.ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมในการตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยการประชุมรัฐสภานั่นเอง

ถ้าผ่านเพียงประเด็นเดียว คือประเด็นหลัก แต่ประเด็นพ่วงไม่ผ่าน ก็หมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาบังคับใช้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ถ้า Vote No ชนะ

ถ้าไม่ผ่านทั้งสองประเด็น ก็หมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปทั้งฉบับ ต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ว่าจะเอาอย่างไรดี เช่น ตั้งคนมา 2-3 คนแล้วร่างออกมาใช้เลย หรือหยิบรัฐธรรมนูญเดิมฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับมารวมกันแล้วประกาศใช้ แต่ที่แน่ๆ คงไม่มีการลงประชามติอีกแล้วล่ะ (หุหุ) หรือที่ฝ่าย Vote No กับ No Vote บางส่วนอยากให้เป็นมากที่สุด แต่คงเป็นไปได้ยากก็คือการตั้ง สสร.ที่มาจากประชาชนเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 แต่ก็ไม่แน่นะครับขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงประชามติที่ออกมา ถ้าผลออกมาถล่มทลาย คสช.ก็คงคิดหนักเหมือนกันล่ะครับ

ถ้าไม่ผ่านเพียงประเด็นเดียวคือประเด็นหลักแต่ประเด็นพ่วงกลับผ่าน สามารถตีความได้ 2 นัย โดยนัยแรกคือ ในเมื่อประเด็นหลักหรือแม่มันตายแล้ว ลูกในท้องมันก็ต้องตายไปด้วย นัยที่สอง บางคนเห็นว่าไม่เกี่ยวกันสามารถนำไปใส่ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้เลย เพราะผ่านการลงประชามติมาแล้ว ในความเห็นของผมเห็นด้วยกับนัยแรกครับ

ถ้า No Vote ชนะ

ความหมายก็คือมีผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือมีคนไม่ไปออกเสียงมากกว่าคนไปออกเสียงนั่นเอง ในประเด็นนี้ไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้เลย เพราะ พ.ร.บ.ประชามติให้นับเฉพาะผู้ที่มาออกเสียงเท่านั้น ไม่นับผู้ไม่มาออกเสียง และไม่นับบัตรเสียด้วยครับ ยกตัวอย่างว่ามีผู้มาใช้สิทธิแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ บัตรเสียไป 5 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่จะต้องมานับ 15 เปอร์เซ็นต์ฝ่ายไหนได้เกิน 7.5 เปอร์เซ็นต์ก็ชนะเลย แม้ว่าจะเป็น 7.5 เปอร์เซ็นต์จาก 100 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดหรือจาก 20 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มาออกเสียงจริงก็ตาม แต่แน่นอนว่าแม้ผลการลงประชามติจะออกมามีผลทางกฎหมายก็ตาม แต่ผลทางความชอบธรรมย่อมน้อย ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะ

และที่สำคัญก็คือคะแนนของคนที่ไม่มาออกเสียงนั้นไม่สามารถถูกอ้างได้ว่าอยู่ฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นฝ่าย “ไม่เห็นชอบ” หรือ “เห็นชอบ” นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็น Vote Yes, Vote No หรือ No Vote ล้วนแล้วแต่มีผลทางการเมือง ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตของประเทศเราทั้งสิ้น เตรียมคำตอบให้ลูกหลานไว้ให้ดีก็แล้วกันว่า ในการลงประชามติคราวนี้ เราเลือกวิธีไหนและด้วยเหตุผลอะไร