ฝนจะมา…แล้งจะไป…ผลภัยแล้งจะหายไปหรือไม่?

ฝนจะมา…แล้งจะไป…ผลภัยแล้งจะหายไปหรือไม่?

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เกษตรกรไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งมาหลายครั้งจากฝนที่ตกลงมาน้อย

และไม่สามารถพึ่งพาน้ำจากเขื่อนได้เหมือนในอดีต ปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดลงต่ำมากจนกรมชลประทานต้องขอความร่วมมือให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภัยแล้งนี้ยังรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมาและลุกลามไปทุกภูมิภาค โดยที่ความเสียหายเกิดขึ้นขยายลามไปถึงพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยด้วย

ภัยแล้งครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน

แบงก์ชาติมีความกังวลได้เกาะติดปัญหาและผลกระทบของภัยแล้งอย่างใกล้ชิด ส่งทีมสำรวจลงภาคสนามในหลายจังหวัดทุกภูมิภาค พบปะพูดคุยและสอบถามปัญหาจากทั้งเกษตรกรและโรงสี ได้พบว่าประชาชนในแต่ละพื้นที่เผชิญผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป หากพิจารณาด้านพื้นที่เพาะปลูกข้าว ชาวนาในภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่างได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่น ชาวนาส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะงดเพาะปลูกข้าวนาปรังหลังจากประเมินว่าน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอและเป็นการลงทุนที่ได้ไม่คุ้มเสีย โดยภาคกลางลดพื้นที่เพาะปลูกลงกว่าร้อยละ 80 และภาคเหนือลดลงร้อยละ 70 ชาวนาบางกลุ่มได้ลองพยายามที่จะปลูกแต่ผลผลิตกลับเสียหายเกือบทั้งหมด มีเพียงชาวนาส่วนน้อยเท่านั้นที่โชคดีเพราะพื้นที่เพาะปลูกอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ก็ยังลดลงจากปีก่อนร้อยละ 20 วัดจากค่าเฉลี่ยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวข้าวได้ 100 ถังต่อไร่ แต่ปีนี้เก็บเกี่ยวข้าวได้เพียง 80 ถังต่อไร่ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลงร้อยละ 50 ส่วนภาคใต้ได้รับผลกระทบไม่มากนักเทียบกับภาคอื่น เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกข้าวเพียงร้อยละ 4 ของประเทศ

หากเราเจาะลึกลงไปพบว่าเกษตรกรในแต่ละจังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยแล้งครั้งนี้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของตำแหน่งของพื้นที่เพาะปลูกตามเกณฑ์ภูมิศาสตร์และพืชที่ปลูกในภาคกลาง พื้นที่ที่เสียหายมากสุดคือภาคกลางตอนล่างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพราะอยู่ในเขตชลประทานปลายน้ำ ทำให้ชาวนามีโอกาสผันน้ำเข้าที่นาน้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ ซ้ำร้ายยังไม่สามารถเจาะบ่อบาดาลเพื่อใช้แทนได้ เนื่องจากเมื่อเจาะบ่อบาดาลแล้วเจอน้ำเค็มซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ปลูกข้าวได้ ขณะที่ชาวนาในภาคกลางตอนบน เช่น ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี ได้รับความเสียหายน้อยกว่าเนื่องจากอยู่บริเวณต้นน้ำชลประทานใกล้กับเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์์ และสามารถเจาะบ่อบาดาลได้ไม่ประสบปัญหาน้ำเค็ม ส่วนภาคตะวันตกและภาคตะวันออกยังมีน้ำสำรองในเขื่อนที่ใช้ได้อยู่มาก และไม่ได้ปลูกข้าวเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบน้อยกว่า สำหรับภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวนาปรังหลักของประเทศ ได้รับความเสียหายจากภัยแล้งไม่แตกต่างจากภาคกลางโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เป็นหลัก ยกเว้นเชียงรายที่ปริมาณน้ำตามธรรมชาติยังสามารถรองรับการทำการเกษตรได้

อย่างไรก็ดี ภาคเกษตรกรรมของไทยก็ไม่ได้เผชิญปัญหาภัยแล้งรุนแรงไปเสียทั้งหมด เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้เผชิญปัญหาน้อยกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปรังน้อยอยู่แล้ว และด้วยที่ตั้งของภาคอีสานที่ติดกับแม่น้ำโขงได้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของภัยแล้งให้เกษตรกรในจังหวัดต่างๆ เช่น หนองคาย บึงกาฬ นครพนม ที่ผันน้ำเข้ามาใช้การได้ มีเพียงบางจังหวัดที่ประสบภัยแล้งบ้าง เช่น ขอนแก่น นครราชสีมา และชัยภูมิ เนื่องจากปลูกข้าวนาปรังมากและต้องอาศัยน้ำชลประทานจากเขื่อนอุบลรัตน์ ขณะที่เกษตรกรภาคใต้ส่วนใหญ่ปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งทนทานได้ดีกว่าข้าวเพราะเป็นพืชยืนต้น จึงได้รับผลน้อยกว่าภูมิภาคอื่นมาก

ทางด้านโรงสีข้าวและธุรกิจการเกษตร กว่าร้อยละ 50 ทั่วประเทศโดยเฉพาะในภาคกลางและภาคเหนือต้องปิดกิจการชั่วคราวเพราะขาดวัตถุดิบ บางโรงสีที่ยังเปิดกิจการอยู่ก็จะลดคนงานลง การค้าขายวัตถุดิบการเกษตรก็ฝืดเคืองยอดขายลดลงไปกว่าครึ่ง มีเพียงพ่อค้าที่ขายเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถไถนา รถเกี่ยวข้าว ที่ยังประคับประคองให้พอไปได้และบางร้านได้หันมาขายอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำแทน

แล้วเกษตรกรปรับตัวกันอย่างไร

ชาวนาในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงครั้งนี้ต้องปรับตัวมาก แต่ในชีวิตจริงเกษตรกรมีข้อจำกัดในการปรับตัวการเปลี่ยนอาชีพที่ทำกินมากว่าครึ่งค่อนชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังขาดเงินทุน และความรู้ ที่จะไปลองผิดลองถูก โดยบางรายก็หันไปทำอาชีพเสริมชั่วคราว เช่น งานก่อสร้าง รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน แต่รายได้จากการทำอาชีพเสริมส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปจากการขายข้าวได้ ในท้ายสุดก็ต้องใช้เงินเก็บจากการขายข้าวในฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงต้องรัดเข็มขัดลดรายจ่าย ขอยืดเวลาชำระหนี้ รวมถึงบางรายต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย ทำให้ฐานะการเงินของเกษตรกรย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวนาบางรายต้องพึ่งพาเงินส่งกลับจากลูกหลานเพื่อประคับประคองการใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้

ภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับความยากลำบากของชาวนาที่ขาดรายได้wx และจากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ชาวนาเป็นกลุ่มที่มีปริมาณหนี้สูงและเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการเยียวยาเร่งด่วน  โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปแต่ให้ชำระคืนภายใน 2 ปี รวมถึงให้ชาวนากู้เพิ่มโดยไม่คิดดอกเบี้ยเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ขณะเดียวกัน เพื่อความมั่นคงของรายได้ของเกษตรกร ภาครัฐได้มีมาตรการระยะยาวจัดหาโครงการเพื่อการปรับเปลี่ยนอาชีพ เช่น ให้เงินทุนสนับสนุนสำหรับเกษตรกรที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงสนับสนุนเกษตรกรที่หันมาปลูกพืชทนแล้งหรือปลูกพืชที่เป็นที่ต้องการของตลาดโดยมีภาคธุรกิจเป็นตัวกลาง (Contract Farming)

สัญญาณภัยแล้งครั้งนี้ไม่อาจมองข้าม

แม้ว่ากรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศว่าภัยแล้งกำลังจะผ่านพ้นไป และฝนจะมาตามฤดูกาล แต่อย่าเพิ่งวางใจ เพราะเกษตรกรอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไร่ได้มากเหมือนช่วงก่อนหน้า เนื่องจากภาวะที่ฝนแล้งรุนแรงและต่อเนื่องยาวนานต้องอาศัยปริมาณน้ำที่มากพอเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทั้งราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง และราคายางพาราที่ยังอยู่ในระดับต่ำขณะนี้ ที่ฝนเริ่มมายังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนได้ ขึ้นอยู่กับว่าฝนจะตกอยู่เหนือหรือใต้เขื่อน นอกจากนี้ ผลผลิตยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายหากเกิดปรากฏการณ์ลานีญาที่ฝนมามากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีความเสี่ยงทางการเงินที่ยังเปราะบางจากภาระหนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ภัยแล้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มาบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น ในการรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอน กระบวนการบริหารจัดการน้ำควรมีกลไกเน้นการมีส่วนร่วมอย่างบูรณาการของทั้งภาครัฐและเกษตรกร รวมทั้งประชาชนในลุ่มน้ำ ทั้งการวางนโยบายและกำหนดแผนงานเพื่อจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบ

โดยเกษตรกรควรวางแผนจัดการน้ำในพื้นที่เพาะปลูกของตนเองอย่างเหมาะสม เรียนรู้การปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูกเพื่อกระจายความเสี่ยง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต เช่น การแปรรูปวัตถุดิบการเกษตรให้มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่วนภาครัฐควรสร้างระบบชลประทานอย่างทั่วถึงบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง และสื่อสารและสร้างความเข้าใจถึงปัญหาเรื่องน้ำกับประชาชนเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติในระยะยาวได้

------------------

จิรวัฒน์ ชนะ