วิวาทะเดือดรอบใหม่ มากับคลื่นยักษ์ในทะเลจีนใต้

วิวาทะเดือดรอบใหม่ มากับคลื่นยักษ์ในทะเลจีนใต้

แม้นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 จากประเทศไทยจะกล่าวคำปราศรัยในเวที ประชุมสุดยอดความมั่นคง ที่สิงคโปร์เรียกร้องให้อาเซียน และประเทศมหาอำนาจทั้งหลายช่วยกันสร้างสมดุลอันเหมาะควร” (equilibrium) เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย แต่ดูเหมือนคู่กรณีในทะเลจีนใต้จะไม่มีใครยอมใคร

ภาพนี้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐและญี่ปุ่น (แอชตัน คาร์เตอร์กับเกน นาคาตานิ) แถลงที่สิงคโปร์ระหว่างการประชุม Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา... พร้อมใจกันอัดจีนลักษณะ ปะฉะดะ กันเต็มที่

เป้าหมายของวิวาทะรอบใหม่คือ การก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้

สหรัฐกับญี่ปุ่นจูงมือกันออกมาแถลงว่าการกระทำของจีนเช่นนี้ เป็นการขยายอิทธิพลทางทหารและเป็นกิจกรรม “ที่ไม่เคยปราฏมาก่อน”

เวทีของการประกาศจุดยืนต่อต้านจีนครั้งนี้ คือการประชุมสุดยอดความมั่นคงประจำปี อันเป็นจุดพบปะของรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศสมาชิก

คาร์เตอร์บอกว่าถ้าจีนยังเดินหน้าทำอะไรต่อมิอะไรทางทหาร บนเกาะแก่งธรรมชาติและเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ก็เท่ากับเป็นการสร้าง กำแพงยักษ์แห่งการโดดเดี่ยวตัวเอง” (erecting a Great Wall of self-isolation)

เป็นการเปรียบเปรย กำแพงเมืองจีน ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งประวัติศาสตร์ของจีนกับสถานการณ์ปัจจุบัน

วอชิงตันบอกว่าจะจับมือกับญี่ปุ่นและประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการนี้

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวอชิงตันต้องการจะบอกกล่าวกับคนทั้งโลก ว่าสหรัฐกำลังจับมือญี่ปุ่นและอาเซียน (บางประเทศ) ในการสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐย้ำว่าอเมริกาจะยังคงลาดตระเวณทางทะเลในเขตนี้ต่อไป ขณะที่ญี่ปุ่นก็ใหคำมั่นว่าจะจับมือกับประเทศในเอเซียอาคเนย์ ในการร่วมกันหาข่าวกรอง และตรวจตราเพื่อป้องกันตนเองร่วมกันอย่างคึกคักเพิ่มขึ้นอีก

ระดับความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ก็ขยับขึ้นอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จีนออกมาโต้อย่างดุเดือดรุนแรงเช่นกัน ว่าอเมริกาเข้ามาจุ้นจ้านแถวนี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคง ไร้เสถียรภาพในแถบนี้อย่างยิ่ง

และจีนจะไม่มีวันยอมให้สหรัฐเข้ามา สร้างความแตกแยกในภูมิภาคนี้เป็นอันขาด

ปักกิ่งยืนยันมาตลอดว่าก่อนหน้าที่อเมริกาจะเข้ามาวุ่นวายในเรื่องทะเลจีนใต้นั้น ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แต่พออเมริกามา “ยุแยงตะแคงรั่ว” เท่านั้น อะไร ๆ ก็สับสนวุ่นวายไปหมด

วันที่ผมไปถึงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว สื่อทางการปักกิ่งขึ้นพาดหัวหน้าหนึ่งตัวใหญ่ด้วยน้ำเสียงกร้าว...

จีน ไม่พอใจอย่างยิ่งต่อ  ที่ประชุมที่ญี่ปุ่นระบุปัญหาทะเลจีนใต้ พร้อมเนื้อหาที่บ่งชัดว่าตำหนิจีน ที่สร้างปัญหาจนประเทศยักษ์ทั้งเจ็ดต้องแสดงความห่วงกังวล

โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนไม่ลังเลที่จะชี้นิ้วไปที่ญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าภาพของการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นผู้ กระพือให้เกิดความตึงเครียด ด้วยการบรรจุประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ให้อยู่ในแถลงการณ์นี้

ทั้ง ๆ ก่อนหน้านี้จีนเตือนด้วยเสียงกร้าวมาตลอดว่า ขออย่าได้เอาเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในการแถลงร่วม ของการประชุมสุดยอดของ 7 ประเทศมหาอำนาจโลกที่รวมถึงอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่นและอเมริกา

แต่จนแล้วจนรอดคำเตือนของปักกิ่งก็ไม่ได้ผล เพราะแถลงการณ์ใช้ภาษาที่เป็นทำนองเตือนจีนอย่างปราศจากความสงสัยใด ๆ

โฆษกจีนเตือนว่าทั้งเจ็ดประเทศควรจะต้องรักษาพันธกรณีที่ว่าจะไม่ “ถือหาง” ฝ่ายใดในกรณีนี้

อีกทั้งยังยืนยันว่าจะต่อต้านความพยายาม “ของบางประเทศ” ที่จะ ใส่ร้ายป้ายสี จีนโดยการอ้าง “เสรีภาพแห่งการเดินเรือ” ในทะเลหลวง

เพราะจีนยืนยันว่าตนปกป้องรักษาเสรีภาพแห่งการเดินเรือและการบินในบริเวณนั้น

แต่เสรีภาพการเดินเรือทางพาณิชย์ ย่อมไม่เหมือนกันการจงใจ ใช้เรือรบล้ำน่านน้ำของอีกประเทศหนึ่งเป็นแน่นอน... คือคำประกาศของโฆษกรัฐบาลจีนที่ถือว่าอย่างไรเสียเรื่องนี้จีนจะไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ

ชัดเจนว่าจีนกับญี่ปุ่น ยังต้องทำศึกทางการเมือง และการทูตระหว่างประเทศต่อไปอีกยาวนาน ทั้งในเรื่องทะเลจีนใต้และทะเลตะวันออกที่สองประเทศนี้เป็นคู่กรณีโดยตรง

อุณหภูมิในทะเลจีนใต้ร้อนขึ้นในช่วงนี้เพราะใกล้วันที่จะมีคำพิพากษาของ Permanent Court of Arbitration หรืออนุญาโตตุลาการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลหรือ 1982 Law of the Sea Convention

ฟิลิปินส์ฟ้องจีนไปยังอนุญาโตตุลาการแห่งนี้ จีนบอกว่าจะไม่ยอมรับคำตัดสินเรื่องนี้เพราะจีนยืนยันว่าหมู่เกาะเหล่านั้นเป็นของจีน

คำพิพากษาที่ออกมา จะเป็นอีกฉากของความขัดแย้งบทใหม่ ในทะเลจีนใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... คนไทยเตรียมรับให้ดีเพราะจะโดนลูกหลงเป็นระลอกเช่นกัน